Reeve Collins ผู้ร่วมก่อตั้ง Tether (USDT) กำลังกลับเข้าสู่ตลาด Stablecoin มูลค่า 233 พันล้านดอลลาร์อีกครั้ง ด้วยโครงการใหม่ที่เรียกว่า **Pi Protocol** ซึ่งเป็น Stablecoin แบบกระจายศูนย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ คาดว่าจะเปิดตัวบนเครือข่าย Ethereum และ Solana ในช่วงปลายปี 2025
### **Pi Protocol: คู่แข่งใหม่ของ Tether และ USDC**
Pi Protocol มีเป้าหมายที่จะท้าทาย Stablecoin รายใหญ่ เช่น Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) ของ Circle โดยใช้แนวคิดการ **นำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Real-World Assets)** เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมจากโครงการอย่าง Ethena, Mountain Protocol และกองทุน BUIDL ของ BlackRock
Collins เคยเป็นซีอีโอคนแรกของ Tether ตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2015 และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนชื่อจาก Realcoin เป็น Tether พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ Bitfinex ซึ่งต่อมาได้เข้าซื้อกิจการของ Tether
ตอนนี้ เขากลับมาพร้อมกับแนวคิดใหม่สำหรับ Stablecoin ที่ **ไม่เพียงแต่รักษามูลค่าเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้** ต่างจาก USDT และ USDC ที่ใช้เงินดอลลาร์หนุนหลัง หรือ DAI ที่ใช้ระบบอัลกอริธึม
Stablecoin ของ Pi Protocol จะอาศัยกลไกการสร้างผลตอบแทนจาก **สินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกโทเคนไลซ์** เช่นเดียวกับ Ethena’s sUSDe (ที่มีอุปทาน 4.5 พันล้านดอลลาร์) และ Mountain Protocol’s USDM (ที่ให้ผลตอบแทน 5%) รวมถึงแนวทางของ BlackRock ที่พัฒนา BUIDL Fund
### **Stablecoins กำลังเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย**
ตลาด Stablecoin กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น **ดอลลาร์ดิจิทัลที่สามารถสร้างดอกเบี้ยได้** ซึ่งดึงดูดทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันการเงิน
Tether ยังคงเป็นผู้นำในตลาด โดยในปี 2024 ทำกำไรสุทธิได้ถึง **13 พันล้านดอลลาร์** จากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล, ข้อตกลงซื้อคืน (Repo Agreements) และกองทุนตลาดเงิน ปัจจุบัน Tether มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ **141 พันล้านดอลลาร์** ทำให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุดในตลาดคริปโต
ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง **BlackRock** ก็กำลังเดิมพันกับแนวคิดของ “เงินดอลลาร์แบบโปรแกรมได้” ซึ่งนักวิเคราะห์ของ IMF เชื่อว่าอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐ แทนที่จะเป็นภัยคุกคามต่อมัน
### **Tether ลุย AI ขณะที่ Collins กลับสู่ตลาด Stablecoin**
ขณะที่ Collins มุ่งเน้นไปที่ Stablecoin ใหม่ ทางฝั่ง Tether เองก็ขยายธุรกิจไปยัง **เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)**
แผนก **Tether Data** กำลังพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น **AI Translate (เครื่องมือแปลภาษา), AI Voice Assistant (ผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ) และ AI Bitcoin Wallet Assistant (ผู้ช่วยกระเป๋าเงินบิทคอยน์แบบ AI)**
ซีอีโอ Paolo Ardoino ยังเปิดเผยแผนพัฒนา **AI SDK แบบโอเพ่นซอร์ส** เพื่อให้สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลายประเภท
Tether ได้เริ่มต้นลงทุนใน AI ตั้งแต่ปี 2023 โดยเข้าซื้อหุ้นของ **Northern Data Group** บริษัทชั้นนำด้านคลาวด์คอมพิวติ้งและ AI
ในขณะเดียวกัน Collins ก็เดินหน้าพัฒนา Pi Protocol เพื่อตอบสนองความต้องการ Stablecoin ที่สามารถสร้างผลตอบแทน ซึ่งสะท้อนแนวโน้มในตลาดที่สถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังให้ความสนใจมากขึ้น
### **อนาคตของ Stablecoins: มากกว่าสะพานเชื่อมโลกการเงินเดิมกับคริปโต**
Stablecoins อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างตลาดคริปโตและตลาดการเงินแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนเช่นเดียวกับบัญชีเงินฝากหรือพันธบัตรรัฐบาล
Collins กำลังนำแนวคิดของ Stablecoin ที่ให้ดอกเบี้ยมาผสมผสานกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ในขณะที่ Tether กำลังก้าวเข้าสู่โลกของ AI
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจเห็น Stablecoins มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในตลาดคริปโต แต่รวมถึงระบบการเงินโดยรวมของโลก








