มาสเตอร์การ์ดขยายความร่วมมือกับ Circle ใช้เหรียญ USDC และ EURC ในการชำระเงิน
มาสเตอร์การ์ดกำลังยกระดับความร่วมมือกับ Circle โดยเปิดให้สามารถชำระเงินด้วยเหรียญ stablecoin อย่าง USDC และ EURC ได้แล้วในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จุดประสงค์หลักคือให้ธนาคาร ฟินเทค และผู้ให้บริการเครื่องรับชำระเงินสามารถรับเงินผ่านเหรียญเหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ต้องแปลงเป็นสกุลเงินทั่วไปก่อน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ Circle ที่ต้องการให้ USDC กลายเป็นเหรียญที่ใช้จ่ายได้ทั่วไปเหมือนเงินสด
ในปี 2025 มูลค่ารวมของเหรียญ USDC พุ่งขึ้นถึง $69.3 พันล้าน เพิ่มขึ้น 58% จากต้นปี โดยมีฟินเทคสองรายคือ Arab Financial Services และ Eazy Financial Services ที่จะเริ่มใช้งานระบบนี้เป็นกลุ่มแรก สำหรับมาสเตอร์การ์ด การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่สกุลเงินที่ตั้งโปรแกรมได้ (programmable currency) โดยยังเน้นความร่วมมือกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแทนที่จะสร้างเหรียญใหม่
หุ้นของ Circle (CRCL) เคยพุ่งสูงสุดถึง $299 แต่ล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ $127.4 ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมประมาณ $29.48 พันล้าน
American Bitcoin (ABTC) บริษัทคริปโตของตระกูลทรัมป์ เตรียมเข้าตลาดหุ้น
American Bitcoin บริษัทขุดบิทคอยน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวทรัมป์ เตรียมเข้าตลาดหุ้นในเดือนกันยายนนี้ โดยจะควบรวมกับ Gryphon Digital Mining และใช้ชื่อหุ้นว่า ABTC จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบิทคอยน์ที่ “ผลิตในอเมริกา” และเข้าถึงเงินทุนสาธารณะได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่าน IPO แบบเดิม
ตามข้อมูลจาก CEO ของ Hut 8 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลัก การควบรวมนี้จะช่วยให้บริษัทได้รับเงินทุนทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนดั้งเดิม หลังจากดีลนี้เสร็จสิ้น สมาชิกในครอบครัวทรัมป์ เช่น Eric Trump และ Donald Trump Jr. รวมถึง Hut 8 จะถือหุ้นรวมกันถึง 98% ของบริษัท ปัจจุบันบริษัทมีเงินทุนสะสมแล้ว $220 ล้าน และมีเป้าหมายจะครองตลาดการขุดคริปโตในสหรัฐฯ
Google เปิดตัวบล็อกเชนของตัวเองชื่อ “Universal Ledger”
Google กำลังเร่งเดินหน้าสู่โลก Web3 ด้วยการเปิดตัวบล็อกเชนใหม่ในชื่อ Google Cloud Universal Ledger (GCUL) ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทดสอบแบบ private testnet จุดเด่นคือ GCUL จะไม่ใช้ระบบของ Ethereum (EVM) แต่จะใช้ภาษา Python สำหรับ smart contract ซึ่งเหมาะกับสถาบันการเงินมากกว่า
Google ตั้งใจให้ GCUL เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียรและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับการนำทรัพย์สินแบบดั้งเดิมมาทำเป็นโทเคน โดยหนึ่งในพาร์ตเนอร์รายแรกคือ CME Group ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
BitMine กับแผนสะสม Ethereum กลายเป็น “MicroStrategy แห่ง ETH”
BitMine Immersion Technologies กลายเป็นที่จับตามองในตลาด หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้น +886% ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เพราะเปลี่ยนกลยุทธ์จากขุดบิทคอยน์ไปเน้นสะสมเหรียญ Ethereum (ETH) แทน บริษัทตั้งเป้าจะถือ ETH ให้ได้ถึง 5% ของทั้งหมดในระบบ หรือราว 6 ล้านเหรียญ
ปัจจุบัน BitMine ถือ ETH อยู่แล้ว 1.9 ล้านเหรียญ พร้อมนำไป stake เพื่อรับผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 2% ต่อปี โดยไม่ต้องขายเหรียญออกมา กลยุทธ์นี้คล้ายกับ MicroStrategy ที่ถือบิทคอยน์จำนวนมากไว้เป็นทรัพย์สินหลักของบริษัท
WLFI คริปโตใหม่ของตระกูลทรัมป์ มูลค่าทะลุ $1 พันล้าน
WLFI คือโทเคนใหม่ที่เชื่อมโยงกับครอบครัวทรัมป์ เปิดตัวด้วยไอเดีย “Make America Great Again ด้วยคริปโต” ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ $4.6 พันล้าน ซึ่งเกือบ $1 พันล้านตกเป็นของครอบครัวทรัมป์ที่ถือโทเคนประมาณ 25% ของทั้งหมด โทเคนเหล่านี้ถูกล็อกไว้ชั่วคราว (ยังขายไม่ได้) แต่เมื่อเข้าสู่ตลาด ก็กลายเป็นทรัพย์สินตามบัญชีทันที
ราคาของ WLFI ขึ้นเร็วและลงแรง เปิดตลาดที่ $0.33 แต่พุ่งถึง $0.50 ก่อนร่วงลงต่ำกว่า $0.24 ในวันถัดมา ความผันผวนสูงมาก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ปั๊มแล้วทิ้ง” (pump and dump) จากนักลงทุนที่รีบทำกำไร
มีแนวคิดในการนำค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบน Ethereum, BSC และ Solana ไปซื้อคืน WLFI จากตลาดเพื่อนำไปเผาทิ้ง หวังลดปริมาณหมุนเวียนเพื่อพยุงราคา แต่นี่เป็นวิธีที่ปกติจะใช้เมื่อระบบเติบโตแล้ว ไม่ใช่ช่วงแรกเช่นนี้ จึงถูกวิจารณ์ว่าอาจสะท้อนถึงความอ่อนแอของโปรเจกต์
WLFI ยังไม่เจอราคาที่มั่นคง ความต้องการจริงยังต่ำ และยังมีโทเคนอีกมากที่จะถูกปล่อยออกมาในอนาคต ซึ่งอาจลดผลของการซื้อคืน
คริปโตสาย MAGA: เบื้องหลังการผลักดันของตระกูลทรัมป์
โครงการ World Liberty Financial ภายใต้แนวคิด “MAGA เวอร์ชันคริปโต” ยังรวมถึง Stablecoin USD1, เหรียญ TRUMP มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และหุ้นใน Trump Media (เจ้าของ Truth Social) ซึ่งมีสินทรัพย์คริปโตรวมกันราว $2.5 พันล้าน เมื่อรวมทั้งหมด ตระกูลทรัมป์ถือครองคริปโตมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินจากอสังหาริมทรัพย์เดิมเสียอีก
แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Binance ที่ผู้ก่อตั้งถูกตัดสินจำคุกและต้องการขออภัยโทษ แต่ World Liberty ยืนยันว่าเป็นบริษัทเอกชน ไม่มีสีทางการเมือง พร้อมยกย่อง “ประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”
นักลงทุน WLFI รุ่นแรกซื้อตั้งแต่ราคา $0.015 จึงได้กำไรสูง แม้จะสามารถขายได้แค่ 20% ของโทเคนทั้งหมดที่ถือไว้ แต่การแปลงโทเคนเป็นเงินสดจริงในอนาคตอาจไม่ง่าย เพราะความผันผวนสูงมาก เช่นเดียวกับเหรียญ TRUMP ที่เคยพุ่งแรงแล้วตกลงอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายแล้ว WLFI จะกลายเป็นขุมทรัพย์ทองคำ… หรือแค่ภาพลวงตา? ตลาดคริปโตชอบเรื่องราวแบบนี้ แต่ก็ลืมเร็วและคำนวณไวเช่นกัน








