ในโลกของคริปโตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Coinbase บริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตชั้นนำ กำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการเขียนโค้ดซอฟต์แวร์ของบริษัท ปัจจุบัน AI สร้างโค้ดมากกว่า 40% ต่อวัน และบริษัทตั้งเป้าให้ถึง 50% ภายในเดือนตุลาคม ปี 2025 ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อเร่งนวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเช่น Coinbase Wallet ให้เร็วขึ้น
Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase เผยแพร่เรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดกระแสทั้งดีและไม่ดี บางคนรู้สึกตื่นเต้นกับความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่บางคนก็เป็นห่วงเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของโค้ดที่เขียนโดย AI มีคนเรียกมันว่า “vibe-coding” เพื่อสื่อถึงการพึ่งพา AI ที่อาจทำงานตามความรู้สึกมากกว่าความแม่นยำ อย่างไรก็ตาม Coinbase ยืนยันว่าโค้ดที่สร้างโดย AI ทุกบรรทัดจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยมนุษย์ก่อนใช้งานจริง
แต่ก็ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม เครื่องมือเขียนโค้ดยอดนิยมที่ใช้ AI ซึ่ง Coinbase ก็ใช้ด้วย ถูกพบว่ามีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย แฮ็กเกอร์สามารถฝังมัลแวร์ลงในไฟล์ธรรมดาๆ อย่าง README.md หรือ LICENSE.txt ซึ่ง AI จะนำไปใช้ซ้ำในโค้ดใหม่โดยไม่รู้ตัว วิธีโจมตีนี้เรียกว่า “CopyPasta License Attack” และอาจทำให้ระบบของทั้งองค์กรถูกเจาะได้แบบเงียบๆ
Coinbase Wallet ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บและจัดการสินทรัพย์ของผู้ใช้งานหลายพันล้านดอลลาร์ จึงตกอยู่ในความเสี่ยงจากการโจมตีแบบนี้ แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับ AI แต่ Coinbase ก็พยายามเสริมความปลอดภัย เช่น การฝัง wallet ลงในระบบ และเปิดใช้งาน smart account เพื่อช่วยจัดการธุรกรรมอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ในปี 2025 Coinbase ได้อัปเกรด Wallet ครั้งใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็น Base App กลายเป็นแอปแบบ “super app” ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนา เช่น การส่งข้อความเข้ารหัสอย่างปลอดภัยผ่าน XMTP การซื้อขายแบบเรียลไทม์ และสามารถพูดคุยกับเอเย่นต์ AI ภายในแอปได้โดยตรง ทำให้ประสบการณ์ใช้งานบล็อกเชนเป็นเรื่องง่ายและเร็วขึ้น
สำหรับนักพัฒนา Coinbase ก็ได้เปิดตัว CDP Wallets V2 ซึ่งให้สิทธิ์ควบคุมการทำงานของ wallet ได้เต็มที่ พร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงจาก Coinbase มีฟีเจอร์รองรับ smart account แบบ ERC-4337 ที่ช่วยรวมหลายธุรกรรมไว้ในชุดเดียว และสามารถใช้ระบบสนับสนุนค่าธรรมเนียมแทนผู้ใช้ เพิ่มความสะดวกและลดความเสี่ยงจากโค้ดที่สร้างโดย AI
แม้จะมีข้อดีด้านความเร็วและประสิทธิภาพ แต่นักวิจารณ์บางคนยังคงกังวลว่าการใช้ AI มากเกินไปจะทำให้ระบบไม่เสถียร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของ wallet ถึงแม้จะมีการตรวจสอบโดยมนุษย์ แต่ถ้าโค้ดครึ่งหนึ่งถูกสร้างโดย AI อาจทำให้ทีมงานตรวจสอบไม่ทัน และเกิดช่องโหว่ที่มองไม่เห็น
อย่างไรก็ตาม Coinbase มองว่า AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานหลายคนก็ชื่นชมฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การรองรับ passkey ที่ช่วยให้เข้าใช้งาน wallet ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านหรือ private key แบบเดิม
ในอนาคต กลยุทธ์ของ Coinbase อาจกลายเป็นต้นแบบให้วงการการเงินอื่นๆ นำ AI มาใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้น แม้จะมีความเสี่ยง แต่หากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี ก็สามารถเดินหน้าพัฒนาได้โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน
บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ ต้องมีการสแกนไฟล์อย่างละเอียด และแยกการทำงานของ AI ออกจากไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้มัลแวร์แพร่กระจายผ่านระบบอัตโนมัติ
สุดท้าย การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับการป้องกันที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มคริปโตที่มั่นคงและเชื่อถือได้ ขณะที่ Coinbase เดินหน้าสู่เป้าหมาย AI 50% ในปีหน้า คนทั้งวงการกำลังจับตามองว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว และหวังว่าความ “vibe” นี้จะไม่กลายเป็น “ช่องโหว่” ในอนาคต








