ราคา Ethereum พุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2025 สร้างกระแสคาดการณ์ใหม่ว่า ETH อาจทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ได้อีกครั้ง การพุ่งขึ้นของราคาในรอบนี้เกิดจากเม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ของ Ethereum และการเติบโตของโปรเจกต์ DeFi และ Web3 ที่ทำให้เครือข่าย Ethereum กลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง
นักวิเคราะห์หลายคนมีมุมมองเชิงบวกต่อ Ethereum โดยเชื่อว่าการอัปเกรดเครือข่าย เช่น Ethereum 2.0 และการปรับปรุงระบบต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มความเร็ว ขยายขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรม และเสริมสภาพคล่องให้กับระบบ ซึ่งอาจผลักดันราคา ETH ให้สูงขึ้นอีกในปี 2026 และระยะยาวถึงปี 2030
ย้อนกลับไปในปี 2014 Ethereum เริ่มต้นด้วยการระดมทุนผ่านการขายล่วงหน้า ได้ Bitcoin มากกว่า 31,000 BTC เพื่อพัฒนาเครือข่ายที่รองรับ smart contracts, DeFi และ NFT ต่อมาในปี 2018 ช่วงบูมของ ICO ทำให้ ETH กลายเป็นเหรียญหลักสำหรับการระดมทุน และช่วง DeFi Summer กับกระแส NFT ก็ยิ่งดึงผู้ใช้งาน นักพัฒนา และเงินทุนเข้าสู่เครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
การอัปเกรดครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2021 ด้วย EIP-1559 หรือ London Upgrade ซึ่งเริ่มระบบเผาค่าธรรมเนียมพื้นฐาน (base-fee burning) เพิ่มความมั่นคงด้านโครงสร้างราคา จากนั้นในเดือนกันยายน 2022 Ethereum เปลี่ยนระบบจาก Proof-of-Work เป็น Proof-of-Stake ด้วยการอัปเกรด The Merge ที่ลดการใช้พลังงานและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบ
ปี 2023 การอัปเกรด Shapella เปิดให้ผู้ที่ stake ETH สามารถถอนเหรียญได้ กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้แบบ passive income สำหรับ validator ขณะเดียวกันเครือข่าย Layer-2 อย่าง Arbitrum และ Optimism ก็ช่วยลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็ว ในปี 2024 การอัปเกรด Dencun ยิ่งลดต้นทุนธุรกรรมบน L2 ลงไปอีก ช่วยเร่งการใช้งาน dApp และบริการ DeFi อย่างมาก
เดือนกรกฎาคม 2024 สำนักงาน SEC ของสหรัฐอนุมัติ ETF ที่อิงกับราคา ETH แบบ Spot ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่วงการกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในวันแรก กลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับนักลงทุนสถาบันในการซื้อ Ethereum ซึ่งยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
ไตรมาส 3 ปี 2025 ราคา ETH พุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์อีกครั้ง จากกระแส ETF สภาพคล่องที่ดีขึ้น และข่าวการอัปเกรดเครือข่ายอย่าง Pectra ในเดือนสิงหาคม ETH พุ่งต่อจนแตะใกล้ 4,800 ดอลลาร์ โดยมีเงินทุนใหม่ไหลเข้า ETF มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนเพียงไม่กี่สัปดาห์
กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจำนวน address ที่ใช้งานต่อวันหรือปริมาณการโอน stablecoin ที่แตะระดับสูงสุด สะท้อนถึงการเติบโตของ DeFi, การ tokenized สินทรัพย์จริง และ dApps ต่าง ๆ
นักวิเคราะห์หลายรายคาดว่า การเติบโตของ ETF อาจผลักดัน ETH ให้สูงกว่าสถิติเก่าที่ 4,891 ดอลลาร์ Standard Chartered ปรับคาดการณ์ราคาสิ้นปีขึ้นเป็น 7,500 ดอลลาร์ โดยอ้างถึงการเติบโตของมูลค่าตลาดและกฎระเบียบที่เอื้อต่อคริปโต
Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารระบุว่า “เราเชื่อว่า Stablecoin จะเติบโตมากกว่า 8 เท่าภายในปี 2028 ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของเครือข่าย Ethereum อย่างชัดเจน”
ขณะเดียวกัน Tom Lee จาก Fundstrat มองบวกยิ่งกว่า โดยเชื่อว่า ETH มีโอกาสแตะระดับ 12,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี เขากล่าวว่า “Ethereum อาจกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ที่สุดในระดับมหภาคช่วง 10–15 ปีข้างหน้า เพราะ AI กำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่บนบล็อกเชน และ Wall Street ก็เริ่มเข้ามาสู่โลกนี้”
นักเทรดอิสระหลายรายบนแพลตฟอร์ม Coinpedia มองว่าหาก ETH ยืนเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ได้ ก็มีโอกาสขึ้นไปแตะระดับเป้าหมายที่ 5,500 ดอลลาร์
อนาคตของ Ethereum ยังดูสดใสมาก หลายภาคส่วนกำลังเริ่มนำ ETH ไปใช้งานจริง เช่น อุตสาหกรรมพนันออนไลน์ที่เริ่มรับชำระเงินด้วยคริปโตมากขึ้น
Jekaterina Dubnicka ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Slotsjudge กล่าวว่า iGaming กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ธุรกรรมจำนวนมากจะใช้สินทรัพย์คริปโตอย่าง Bitcoin และ Ethereum ประเทศเบลเยียมถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ ด้วยระบบกฎระเบียบที่แข็งแกร่งและโปร่งใส ทำให้ผู้เล่นชาวเบลเยียมหันมาใช้คริปโตมากขึ้น เพราะรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมน้อย ใช้งานง่าย
แนวโน้มนี้สะท้อนในรีวิวเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ชั้นนำในเบลเยียม ที่แสดงให้เห็นว่า Ethereum กลายเป็นวิธีจ่ายเงินยอดนิยมในประเทศนี้
จากมุมมองด้านเทคนิค ราคาที่ทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าวัฏจักรตลาดหมีได้สิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2024 ETH ได้สร้างฐานราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าราคาเตรียมพร้อมสำหรับการพุ่งขึ้นอีกครั้ง
แนวต้านสำคัญอยู่ที่ช่วง 4,800 ถึง 5,000 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุผ่านไปได้ พร้อมกับ Bitcoin ยังคงแข็งแกร่ง ราคา ETH อาจวิ่งไปถึงระดับ 6,000 หรือแม้แต่ 8,000 ดอลลาร์ได้
แม้จะมีคู่แข่งอย่าง Solana และ XRP ที่ได้รับความสนใจ แต่ Ethereum ยังคงเป็นผู้นำในเรื่อง smart contracts การใช้งาน wallet ที่เพิ่มขึ้น ความต้องการจากนักลงทุนสถาบัน และการ tokenized ทรัพย์สินจริง
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าโมเมนตัมนี้อาจผลักดันราคา ETH ไปถึงช่วง 6,000 – 10,000 ดอลลาร์ ก่อนสิ้นปี 2026 และยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในระยะยาวเมื่อมีการใช้งานจริงเพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาจะไม่ได้ขึ้นเป็นเส้นตรงเสมอไป แต่วงจรตลาด การเปลี่ยนแปลงสภาพคล่อง และความรู้สึกของนักลงทุนจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางต่อไปของ ETH ในอนาคต








