
ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ นักลงทุนรายย่อยในสหราชอาณาจักรจะสามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่อิงกับบิทคอยน์ (Bitcoin ETNs) ได้อีกครั้ง โดยจะมีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) เคยสั่งห้ามไว้ตั้งแต่ปี 2020
ย้อนกลับไปในปี 2020 FCA ให้เหตุผลว่า สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตนั้นมีความผันผวนสูง เข้าใจยาก มีความเสี่ยงด้านอาชญากรรมทางการเงิน และไม่มีพื้นฐานในการประเมินมูลค่าที่ชัดเจน ทำให้ไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทั่วไป เพราะอาจขาดทุนได้อย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด
แม้ในเวลานั้น คำเตือนเหล่านี้จะสะท้อนถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์คริปโตจำนวนมาก แต่ก็มีบางโปรเจกต์ที่แตกต่าง เช่น บิทคอยน์ และอีเธอเรียม ซึ่งมีความมั่นคงกว่า
ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเริ่มเปิดรับบิทคอยน์มากขึ้น ในขณะที่สหราชอาณาจักรกลับยังคงปิดกั้น ทั้งที่ในปี 2020 บิทคอยน์เริ่มกลายเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินให้ความสนใจ และมีฟิวเจอร์สในสหรัฐฯ เปิดให้ซื้อขายอยู่แล้ว หลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี บราซิล ฮ่องกง และแคนาดา ก็เปิดตัวกองทุน ETF ที่อิงกับบิทคอยน์กันอย่างแพร่หลาย
เมื่อต้นปี 2024 สหรัฐฯ ก็อนุมัติ ETF บิทคอยน์เช่นกัน และกองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock ก็กลายเป็นกองทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยมูลค่ากว่า 88 พันล้านดอลลาร์
หลังจากนั้น FCA ของสหราชอาณาจักรก็เริ่มเปลี่ยนจุดยืน โดยอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์ ETN ของคริปโตจดทะเบียนในตลาดสำหรับนักลงทุนมืออาชีพเท่านั้น พร้อมย้ำว่า การลงทุนในคริปโตยังคงมีความเสี่ยงสูง และผู้ลงทุนควรเตรียมใจสูญเสียเงินทั้งหมดได้
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายนปีนี้ FCA ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามเดิม และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนใน Bitcoin ETNs ได้อีกครั้ง โดยระบุว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาตลาดคริปโตในสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสให้ผู้คนเลือกลงทุนด้วยตนเอง แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า สหราชอาณาจักรเริ่มตระหนักว่าการปิดกั้นมากเกินไปจะทำให้ลอนดอนสูญเสียความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการเงินโลก การควบคุมควรมีเพื่อป้องกันความเสียหาย แต่ไม่ควรมากจนขัดขวางนวัตกรรม
บิทคอยน์แม้จะผันผวน แต่ก็มีเสถียรมากกว่าคริปโตอื่น ๆ หลายตัว ในปี 2020 ความผันผวนของมันใกล้เคียงกับหุ้น Marks & Spencer หรือ Legal & General และปัจจุบันยิ่งลดลงอีก บิทคอยน์ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น สเตเบิลคอยน์ การทำธุรกรรมเงินสดแบบเรียลไทม์ NFT ที่เชื่อมโยงสินทรัพย์ในโลกจริง และเทคโนโลยี DeFi ซึ่งหลายไอเดียเริ่มเข้าสู่ตลาดการเงินกระแสหลัก
หลายคนยังสงสัยว่า บิทคอยน์มีไว้ทำไม คำตอบคือ มันคือเทคโนโลยี ไม่ใช่ทองคำดิจิทัล เพราะพฤติกรรมราคาของมันสัมพันธ์กับหุ้นเทคโนโลยี ไม่ใช่ทองคำ แสดงให้เห็นว่ามันเป็นสินทรัพย์สำรองของโลกอินเทอร์เน็ต
เมื่อ AI เติบโตอย่างรวดเร็วและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมอาจตามไม่ทัน แต่บิทคอยน์สามารถซื้อขายและชำระบัญชีได้ทันที ด้วยปริมาณการซื้อขายราว 40 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน มากกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดโลก และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
พัฒนาการของกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคริปโตในสหราชอาณาจักรสะท้อนถึงการเติบโตของสินทรัพย์นี้ โดยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2020 ตอนที่ FCA ออกคำสั่งห้าม ราคาบิทคอยน์อยู่ที่ประมาณ 8,189 ปอนด์ ปัจจุบันราคาขึ้นไปถึง 84,497 ปอนด์ แม้จะยังมีความเสี่ยง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีศักยภาพเช่นกัน
สำหรับผู้ที่สนใจบิทคอยน์แต่ยังกลัวความเสี่ยง อาจพิจารณาลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ผสม เช่น 21Shares Bitcoin and Gold ETP (BOLD) ซึ่งผสมระหว่างบิทคอยน์และทองคำ โดยจะปรับสัดส่วนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากทั้งสองสินทรัพย์ ทำให้โอกาสสูญเสียเงินทั้งหมดแทบเป็นไปไม่ได้เลย







