ฮอลลีวูดเพิ่งผ่านค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปกับงานประกาศรางวัลออสการ์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และภาพยนตร์อินดี้เรื่อง “Anora” ของผู้กำกับ ฌอน เบเกอร์ ก็คว้าชัยชนะครั้งใหญ่ไปครอง โดยกวาดรางวัลแทบทุกสาขา และปิดท้ายด้วยรางวัลใหญ่สุดอย่าง “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสำหรับหนังที่สร้างด้วยงบเพียง 6 ล้านดอลลาร์
เมื่อ เบเกอร์ ขึ้นรับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์เพื่อเรียกร้องให้ฮอลลีวูดหันกลับมาสร้างหนังสำหรับฉายในโรงภาพยนตร์มากกว่าผลิตเพื่อสตรีมมิ่ง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ชมออกไปสัมผัสประสบการณ์การดูหนังในโรง
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่งานออสการ์กำลังดำเนินไป บ็อกซ์ออฟฟิศกลับซบเซาอย่างน่าตกใจ โดย “Captain America: Brave New World” จาก Marvel ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน แต่ทำรายได้เพียง 15 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ด้าน “Last Breath” ของ Focus Features ซึ่งเป็นหนังใหม่เพียงเรื่องเดียวที่เข้าฉายในช่วงสุดสัปดาห์นั้น ก็เปิดตัวไปที่ 7.8 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมรายได้จากทุกเรื่องแล้ว บ็อกซ์ออฟฟิศในสหรัฐฯ ทำเงินไปได้เพียงแค่ 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก
หากย้อนกลับไปดูปี 2024 สถานการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ของออสการ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “Kung Fu Panda 4” เปิดตัวแรงด้วยรายได้ 58 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ “Dune: Part Two” ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก็ทำรายได้ถึง 46.2 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่สอง นอกจากนี้ยังมีหนังใหม่อย่าง “Imaginary” จาก Blumhouse และ “Cabrini” จาก Angel Studios ที่ช่วยเติมสีสันให้ตลาดภาพยนตร์
ผลลัพธ์ที่ออกมาในปีนั้นคือ เรตติ้งการรับชมงานออสการ์เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และโรงภาพยนตร์ก็มีผู้ชมเข้ามาดูหนังกันอย่างคึกคัก เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน แตกต่างจากปีนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับวงการโรงภาพยนตร์








