กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 06.00 น. โดยพบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำสะแกกรังที่สถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี 72 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +15.61 ม.รทก. แต่มีข่าวดีสำหรับพื้นที่ท้ายน้ำ เพราะเตรียมปรับลดการระบายลงแล้ว
ทยอยลดตั้งแต่ 9 โมงเช้า เหลือ 1,900 ลบ.ม./วิ ภายในบ่าย 4 โมง
กรมชลประทานระบุว่าตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันนี้ จะทยอยปรับลดการระบายน้ำจากอัตรา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยลดลงชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเหลืออัตรา 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง
การปรับลดนี้สะท้อนว่าปริมาณน้ำต้นทางเริ่มลดลง ทำให้ต้องบริหารการระบายเพื่อลดผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน ทั้งในเขตชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
สถานการณ์น้ำเหนือยังต้องจับตา
แม้จะปรับลดการระบาย แต่พื้นที่ท้ายน้ำยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะการระบายระดับ 1,900 ลบ.ม./วิ ยังถือว่าสูง และระดับน้ำเหนือเขื่อนยังอยู่ที่ +15.61 ม.รทก. ซึ่งต้องติดตามประกาศจากกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมายังมีข่าวฝนตกหนักหลายชั่วโมงจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทั้งตัวเมืองกาญจนบุรี และฉะเชิงเทราที่ใช้เครื่องผลักดันน้ำถึง 40 เครื่อง เร่งระบายลงอ่าวไทย คาด 3 วันเห็นผล ทำให้ภาพรวมการบริหารน้ำในลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาต้องทำแบบสมดุลมากที่สุดในช่วงนี้
ประชาชนควรรู้อะไร
- พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนยังควรยกของขึ้นที่สูงและติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐ
- เกษตรกรและผู้ประกอบการริมแม่น้ำควรวางแผนขนส่งและเตรียมรับผลกระทบจากระดับน้ำที่ยังสูง
- การระบายน้ำจะ “ลดลง” เป็นขั้น ๆ ไม่ใช่อัตโนมัติทันที ดังนั้นระดับน้ำอาจยังทรงตัวอีกสักระยะแม้เขื่อนจะลดการระบายแล้ว
สรุปคือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ยังไม่ถึงขั้นวางใจได้ เพราะน้ำเหนือยังมีปริมาณมากและสภาพอากาศยังเปลี่ยนได้ตลอด








