การตอบโต้ที่เหมาะสมต่อการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ไม่ใช่การทำอะไรเลย เพราะผลกระทบจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณมากกว่าสหรัฐอเมริกาเอง ตัวอย่างเช่น อินเดียสร้างความเสียหายให้ตัวเองมากกว่าที่จะสร้างผลกระทบต่อคู่แข่งทางเศรษฐกิจจากการตั้งกำแพงภาษีเสียอีก ขณะเดียวกัน บราซิลและอินเดียต่างก็ถูกเรียกว่าเป็น “ราชาภาษี” แต่สหรัฐฯ กำลังพยายามแซงหน้าด้วยนโยบายภาษีของทรัมป์
แม้ว่าทรัมป์จะมีบางนโยบายที่ดูสมเหตุสมผล เช่น การควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการลดระเบียบข้อบังคับที่เกินความจำเป็น แต่การลดภาษีครั้งใหญ่ของเขาอาจไม่ยั่งยืน และไม่ใช่วิธีที่ดีต่อการเติบโตในระยะยาว เศรษฐกิจในยุคที่เขาดำรงตำแหน่งครั้งแรกอาจเรียกได้ว่ามี “บูมของทรัมป์” แต่ในครั้งนี้เศรษฐกิจกลับอยู่ในภาวะที่ร้อนแรงเกินไป มีการขาดดุลงบประมาณมหาศาล และยังคงมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งนโยบายหลายอย่างในปัจจุบันอาจส่งผลเสียต่อการเติบโต
ในเรื่องเศรษฐกิจโลก ทรัมป์ยังอาจเสี่ยงที่จะเพิ่มมาตรการควบคุมราคาและทุน ซึ่งอาจย้อนกลับมาทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และกระตุ้นให้เขาใช้มาตรการควบคุมเพิ่มเติม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีนิกสัน ฟอร์ด และคาร์เตอร์ในอดีต
ในขณะเดียวกัน จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) พลังงานหมุนเวียน และ AI ซึ่งจีนได้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการตอบโต้ต่อมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก
สำหรับยุโรป ความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่สามารถปกป้องยุโรป ตะวันออกกลาง และรับมือกับจีนในทะเลจีนใต้ได้ทั้งหมด ยุโรปต้องเตรียมพร้อมด้านพลังงานราคาถูกเพื่อแข่งขันในด้าน AI และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ
ในเรื่องของคริปโตเคอร์เรนซี การเติบโตของตลาดคริปโตดูเหมือนจะไม่จบลงด้วยดี แม้ว่า Bitcoin หรือ Ethereum จะยังมีบทบาท แต่เหรียญคริปโตขนาดเล็กและ NFT ต่างๆ อาจสูญเสียมูลค่าในที่สุด การสนับสนุนคริปโตของทรัมป์อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินที่ใหญ่ขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจโลก จุดเสี่ยงสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้กู้เงินและสร้างแรงกดดันในระบบเศรษฐกิจ ในประเทศอย่างจีน การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเมื่ออัตราดอกเบี้ยต้องเพิ่มขึ้น
อินเดียเองก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงมีความท้าทาย เช่น ระบบภาษีที่สูงจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน การกระจุกตัวของอำนาจในมือของบริษัทใหญ่ไม่กี่แห่ง และปัญหาด้านการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาเพศหญิง อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงมีศักยภาพในการเป็นผู้เล่นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
สุดท้าย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นได้สร้างความท้าทายให้กับหลายประเทศ แต่แนวโน้มในอนาคตดูเหมือนว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัวลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม








