กิจกรรมเกี่ยวกับคริปโตยังคงดำเนินต่อไปในจีน แม้ว่าจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้คนใช้กันอยู่ ล่าสุด ฮ่องกงได้อนุมัติ ETF ของ Bitcoin และ Ethereum ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจีนอาจเริ่มเปลี่ยนท่าทีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ธนาคารยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี Deutsche Bank AG ได้ออกมาระบุว่าจีนกำลังก้าวหน้าอย่างมากในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเปรียบเทียบว่านี่เป็น “ช่วงเวลาสปุตนิก” ของจีน เหมือนกับที่สหภาพโซเวียตทำให้โลกตกตะลึงด้วยการส่งดาวเทียม Sputnik ขึ้นสู่อวกาศในปี 1957 ซึ่งจุดประกายการแข่งขันด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AI Chatbot อย่าง DeepSeek ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกจนหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
Deutsche Bank คาดการณ์ว่า ในปี 2025 นักลงทุนทั่วโลกจะตระหนักถึงความสามารถของจีนในการแข่งขันระดับโลก จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ท้าชิงอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม บริษัทจีนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและต้นทุนต่ำ ทำให้พวกเขาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ Deutsche Bank ชี้ให้เห็นคือ การเปลี่ยนแปลงในการประเมินมูลค่าหุ้นจีน ในอดีต นักลงทุนมักมองว่าหุ้นจีนมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการเมือง ส่งผลให้หุ้นจีนมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า “ส่วนลดการประเมินค่า” อย่างไรก็ตาม Deutsche Bank คาดว่าความกังวลเหล่านี้จะลดลงเมื่อจีนพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น พร้อมกับนโยบายที่เอื้อต่อนักลงทุน
“เราเชื่อว่าส่วนลดการประเมินค่าของหุ้นจีนจะหมดไป และผลกำไรอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนโยบายที่สนับสนุนการบริโภคและการเปิดเสรีทางการเงิน ตลาดกระทิงของหุ้นฮ่องกงและหุ้น A-share ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2024 และคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในระยะกลาง”
สิ่งนี้หมายความว่า หุ้นจีนอาจกลายเป็นโอกาสลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนกำลังเติบโต พร้อมกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
ขณะที่จีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้าน AI จีนยังคงมีท่าทีเข้มงวดต่อคริปโต นับตั้งแต่ปี 2017 รัฐบาลจีนได้ห้ามการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโต รวมถึงปราบปรามเหมืองขุดและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การซื้อขายคริปโตใต้ดินยังคงเกิดขึ้นอยู่ และจีนยังติดอันดับที่ 20 ในดัชนีการยอมรับคริปโตทั่วโลกของ Chainalysis ปี 2024
ในขณะเดียวกัน จีนได้เดินหน้าพัฒนาเงินหยวนดิจิทัล (CBDC) โดยมีโครงการนำร่องเพื่อรวมสกุลเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยรัฐเข้ากับระบบการเงินของประเทศ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2024 จีนได้เพิ่มมาตรการควบคุมคริปโตอีกครั้ง โดยสั่งให้หน่วยงานกำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนตรวจสอบธุรกรรมคริปโตข้ามพรมแดนทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม สิงคโปร์ได้ออกใบอนุญาตคริปโตจำนวน 13 ฉบับ ให้กับแพลตฟอร์มซื้อขายชั้นนำ เช่น OKX และ Upbit รวมถึงบริษัทระดับโลกอย่าง Anchorage, BitGo และ GSR ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึงสองเท่า ส่วนฮ่องกงยังคงล่าช้าในการกำหนดกฎระเบียบของตัวเอง ทำให้เกิดการคาดเดาว่า จีนอาจเปิดรับคริปโตมากขึ้นในอนาคต โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จในด้าน AI และเทคโนโลยี








