ครึ่งปีแรกของปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโลกคริปโตไม่มีอะไรเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็นมิตรกับคริปโตมากขึ้น ทำให้กฎระเบียบผ่อนคลายลง โทเคนมีมอย่าง TRUMP กลายเป็นกระแสดัง และการเข้าตลาดหุ้นของ Circle ก็สร้างสถิติใหม่ของอุตสาหกรรม
ภาพรวมครึ่งปีแรก
ในช่วงครึ่งปีแรก ตลาดคริปโตเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ในตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งทำให้บิตคอยน์เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก สหรัฐฯ เริ่มสร้างทุนสำรองบิตคอยน์แห่งชาติ และบางรัฐก็ทำตาม ส่งผลให้เกิดความมั่นใจจากองค์กรและนักลงทุนสถาบัน
ราคาบิตคอยน์พุ่งแตะจุดสูงสุดที่ $112,000 ก่อนจะปรับลงมาอยู่ที่ $108,500 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 12% จากต้นปี ขณะที่การลงทุนผ่าน ETF ลดลง โดยมียอดเงินไหลเข้ารวม $13.1 พันล้าน ด้อยกว่าปี 2024 ที่อยู่ที่ $35 พันล้าน
ฝั่ง Ethereum กลับเจอแรงกดดัน ราคาตกจากเกือบ $4,000 เหลือประมาณ $1,800 ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แม้ราคาจะลดลง แต่นักลงทุนสถาบันกลับเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเฉพาะหลังการอัปเกรดครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคมที่ชื่อว่า Pectra ซึ่งปรับปรุงความสามารถหลายด้าน เช่น การขยายขีดจำกัดการสเตค และเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ส่งผลให้ราคาฟื้นตัวขึ้นมาแตะระดับ $2,600
Stablecoin เติบโตเกินคาด มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า $47.5 พันล้าน การใช้งานแบบ OTC เพิ่มจาก 46% มาอยู่ที่ 75% ในปี 2025 และจุดพีคคือ Circle ได้เข้าตลาดหุ้นอย่างยิ่งใหญ่ ราคาหุ้นเปิดที่ $31 แต่พุ่งทะลุ $270 ภายในไม่กี่วัน
อีกเรื่องที่เป็นกระแสคือ TRUMP memecoin ที่ขึ้นไปแตะมูลค่าตลาด $27 พันล้านในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ติดอันดับ 20 เหรียญใหญ่ของโลก แต่ภายหลังก็ร่วงลงถึง 70% ด้วยความผันผวนสูง
คดีระหว่าง Ripple กับ SEC ก็จบลงเรียบร้อย โดยทั้งสองฝ่ายถอนอุทธรณ์ ทำให้สถานการณ์ทางกฎหมายคลี่คลายหลังจากยืดเยื้อหลายปี
MicroStrategy กำลังเข้าใกล้การเข้าร่วมดัชนี S&P 500 หลังผลประกอบการไตรมาสสองแข็งแกร่งจากราคาบิตคอยน์ที่เพิ่มขึ้น รายได้สุทธิ 12 เดือนล่าสุดทะลุ $11 พันล้าน ซึ่งเป็นเกณฑ์หนึ่งของดัชนี S&P 500 อาจได้เห็นการบรรจุในเดือนกันยายนนี้
แนวโน้มครึ่งปีหลัง
1. บิตคอยน์อาจทำจุดสูงสุดใหม่ (โอกาสสูง)
ทุก ๆ สี่ปี บิตคอยน์จะมีเหตุการณ์ Halving ซึ่งลดรางวัลของนักขุดลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้เหรียญใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก เช่น นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และการขยายตัวของปริมาณเงิน (M2) ก็ยังช่วยหนุนราคา นักลงทุนรายใหญ่และบริษัทต่าง ๆ กำลังซื้อบิตคอยน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ETF บิตคอยน์มียอดไหลเข้าสะสมเกือบ $50 พันล้าน หากแนวโน้มนี้ยังต่อเนื่อง ราคาบิตคอยน์อาจแตะ $131,000
2. Ethereum ETF หนุนราคา ETH (โอกาสสูง)
Robinhood ประกาศจะสร้าง Robinhood Chain บน Arbitrum ซึ่งเป็น Layer-2 ของ Ethereum ยิ่งตอกย้ำบทบาทของ Ethereum ในการเป็นรากฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลแบบโทเคน นักลงทุนสถาบันเริ่มสนใจ Ethereum มากขึ้น โดยในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว Ethereum ETF มีเงินไหลเข้า $1.17 พันล้าน และคาดว่าครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้นอีก หากราคาทะลุแนวต้านที่ $2,800 ได้ อาจมีแรงซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
3. Stablecoin อาจท้าทาย Visa และ Mastercard (โอกาสต่ำ)
กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ กำหนดให้ Stablecoin ต้องมีเงินดอลลาร์หนุนหลังเต็มจำนวนและตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใส กฎหมายนี้อาจเปลี่ยนภาพรวมอุตสาหกรรม Stablecoin อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart, Amazon และ Expedia เริ่มพัฒนาสตาเบิลคอยน์ของตัวเองเพื่อลดค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิต แม้ยังไม่ถึงขั้นแทนที่ Visa หรือ Mastercard ได้ทันที แต่ก็เริ่มสร้างแรงกดดันให้ทั้งสองบริษัทต้องปรับตัว
4. DeFi 3.0 จะเร่งตัวด้วย AI (โอกาสกลาง)
มูลค่ารวมใน DeFi พุ่งแตะ $112 พันล้านในเดือนมิถุนายน DEX อย่าง Uniswap และ PancakeSwap มีปริมาณธุรกรรมสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีโปรโตคอลใหม่ ๆ อย่าง Fetch.ai, SingularityNET และ Bittensor ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยเทรด จัดการความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทน ทำให้ DeFi เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจเห็นการเติบโตของโทเคน AI ในอนาคต
5. NFT กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ (โอกาสต่ำ)
ตลาด NFT ศิลปะซบเซาหนัก จำนวนผู้ซื้อขายลดลงจาก 529,101 คนในปี 2022 เหลือเพียง 19,575 คนในปี 2025 มูลค่าและยอดขายลดลงกว่า 95% อย่างไรก็ตาม NFT บน Bitcoin หรือ Ordinals กลับได้รับความนิยม ราคาพุ่งขึ้นถึง 896% จากปี 2023 ขณะที่ Polygon ยังเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสำหรับโปรเจกต์ขนาดเล็ก การเปลี่ยนจากกระแสฮือฮาไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มกำลังชัดเจนมากขึ้น
6. ระบบยืนยันตัวตนแบบ on-chain อาจเริ่มใช้งานจริง (โอกาสต่ำ)
Worldcoin เปิดศูนย์สแกนม่านตาในสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ World ID และโทเคน WLD ฟรี พร้อมแผนออกบัตรเดบิตร่วมกับ Visa ใช้จ่ายได้ทั่วโลก ส่วน Polygon ID ใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof เพื่อพิสูจน์ตัวตนโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ระบบเหล่านี้เน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ก็ยังมีข้อกังวลด้านจริยธรรมและกฎหมาย การนำไปใช้อาจจำกัดอยู่ในวงการ Web3 เท่านั้นในปีนี้
คริปโตยังคงเคลื่อนไหวเร็ว มีทั้งโอกาสใหม่และความท้าทาย ครึ่งปีหลังของ 2025 น่าจะมีอะไรให้ติดตามอีกมากมาย








