รัสเซียกำลังเผชิญกับกระแสระบาดของแชร์ลูกโซ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2024 ธนาคารกลางรัสเซียตรวจพบองค์กรที่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่มากกว่า 3,700 แห่ง เพิ่มขึ้นถึง 70% จากปี 2023 และสูงกว่าปี 2022 ถึง 93%
กลโกงเหล่านี้มักอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงจากการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีหรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการนำเงินจากคนใหม่มาจ่ายให้คนเก่า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของแชร์ลูกโซ่ โดยผู้ก่อตั้งจะซ่อนที่มาของรายได้จริงหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อหลอกลวงผู้ลงทุน
แชร์ลูกโซ่แบบดั้งเดิม เช่น “Ponzi Scheme” เริ่มต้นในปี 1920 โดย Charles Ponzi ที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงจากการแลกเปลี่ยนคูปอง แต่จริงๆ แล้วใช้เงินของผู้ลงทุนใหม่มาจ่ายให้คนเก่า ระบบนี้พังทลายเมื่อไม่มีคนใหม่เข้ามาเพิ่ม
อีกตัวอย่างคือ “Airplane Game” หรือ “วงเครื่องบิน” ที่มีผู้เล่น 15 คน แบ่งเป็น 4 ชั้น เช่น กัปตัน นักบินร่วม ลูกเรือ และผู้โดยสาร เมื่อครบจำนวน กัปตันจะออกจากวงและระบบจะแยกเป็น 2 วงใหม่ ทำให้ทุกคนเลื่อนตำแหน่งขึ้น ระบบนี้ดูมั่นคงมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ใช้บัญชีปลอมและข้อมูลซับซ้อนเพื่อหลอกเอาเงิน
แชร์ลูกโซ่ในยุคคริปโตเปลี่ยนรูปแบบใหม่ โดยใช้คำเทคนิคอย่าง “บล็อกเชน”, “สมาร์ทคอนแทรกต์” หรือ “การกระจายศูนย์” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งที่หลายโปรเจกต์ไม่ใช้เทคโนโลยีจริงเลย ตัวอย่างคือ OneCoin ของ Ruja Ignatova ที่ไม่มีบล็อกเชนจริง การทำธุรกรรมทั้งหมดแค่บันทึกในฐานข้อมูลภายใน
อีกตัวอย่างคือ BitConnect ที่เคยฮิตในปี 2017 โดยอ้างว่ามีอัลกอริทึมซื้อขายที่สร้างกำไรสูงถึง 40% ต่อเดือน ผู้ลงทุนใช้ Bitcoin แลกเหรียญ BCC แต่สุดท้ายโปรเจกต์ล้ม เหรียญก็แทบไร้ค่า
กลโกงคริปโตเหล่านี้ยังได้เปรียบเพราะสามารถดำเนินการได้ทั่วโลก ไม่ต้องผ่านระบบธนาคารแบบเก่า และใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ติดตามหรือเรียกคืนได้ยากเมื่อระบบพัง
สิ่งที่ทำให้คนยังโดนหลอกซ้ำคือ “ความกลัวพลาดโอกาส” หรือ FOMO เช่น หลายคนเสียใจที่ไม่ได้ซื้อ Bitcoin ตอนราคาต่ำ ผู้โกงก็อ้างว่าโปรเจกต์ของเขาคือ “Bitcoin เวอร์ชั่นใหม่” และโน้มน้าวว่า “ตอนนี้คือจังหวะที่ใช่”
อีกกลยุทธ์คือสร้างภาพลักษณ์มืออาชีพ เช่น อ้างว่ามีผู้ลงทุนชื่อดังหรือได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
การใช้ “หลักฐานทางสังคม” ก็เป็นเทคนิคสำคัญ เช่น การโชว์จำนวนผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หรือจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
แชร์ลูกโซ่มักใช้คำพูดง่ายๆ และเปรียบเทียบสนุกๆ เพื่อทำให้เรื่องการเงินที่ซับซ้อนดูเข้าใจง่าย สร้างความไว้ใจและความรู้สึกว่าโปรเจกต์นี้เข้าถึงได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ ยังหลอกด้วยความรู้สึกพิเศษ เช่น บอกว่าเป็น “คลับพิเศษ” ที่คนทั่วไปเข้าไม่ได้ ทำให้คนอยากเข้าร่วมเพื่อไม่พลาดสิ่งดีๆ
สุดท้าย อารมณ์มีบทบาทสำคัญ คนที่รู้สึกตื่นเต้นกับอิสรภาพทางการเงิน หรือกลัวอนาคตเศรษฐกิจจะพัง ก็มีแนวโน้มลงทุนโดยไม่คิดให้รอบคอบ
แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แก่นของแชร์ลูกโซ่ยังเหมือนเดิม: คือการหลอกเล่นกับอารมณ์ ความโลภ และความกลัวของคน การรู้เท่าทันและมีความรู้ด้านการเงินจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้








