ในช่วงเวลานี้ ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะมีความมั่นใจเกินเหตุอีกครั้ง หลังจากที่ตลาดร่วงแรงในเดือนมีนาคมและเมษายน ความรู้สึกของนักลงทุนก็เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความมั่นใจอย่างรวดเร็ว ดัชนี S&P 500 ขยับเข้าใกล้จุดสูงสุด และนักวิเคราะห์บางรายถึงกับตั้งเป้าหมายใหม่ที่สูงถึง 7,000 จุด
Nicholas Colas จาก DataTrek ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหมวดหมู่หุ้นต่าง ๆ เริ่มกลับไปสู่ระดับที่เคยเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดจะถึงจุดสูงสุดในปี 2023, 2024 และกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความมั่นใจของนักลงทุนกำลังเข้าสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth stocks) ยังคงแซงหน้าหุ้นคุณค่า (Value stocks) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่เป็นแรงผลักดันหลักของกำไรใน S&P 500 เกือบครึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของผลกำไรในไม่กี่บริษัทนั้น เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นเพียงยอด 10% เท่านั้น หุ้นอื่น ๆ ในดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal-weight S&P 500) กลับแสดงผลลัพธ์ที่อ่อนแอกว่า นั่นสะท้อนว่าตลาดโดยรวมยังคงเปราะบาง และความแข็งแกร่งที่เห็นนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างแท้จริง
ช่องว่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นแบบถ่วงน้ำหนักและแบบถ่วงเท่า ยังเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008
ความมั่นใจเกินเหตุยังไม่จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้น ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีก็มีลักษณะคล้ายกัน Bitcoin และ Ethereum แตะระดับสูงสุดใหม่ ขณะที่เหรียญทางเลือก (Altcoins) ก็ตามไปติด ๆ
TopDown Charts ยังระบุว่า Bitcoin เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับหุ้นเทคโนโลยีอย่างมาก หาก Bitcoin ปรับตัวลดลง มีโอกาสสูงที่หุ้นเทคจะตามไปด้วย และอาจส่งผลถึงตลาดหุ้นโดยรวม
ในวอลล์สตรีท การเปิดตัว IPO ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม นักลงทุนเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือ ผลประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจถูกสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงเพิ่มการกู้ยืมซื้อหุ้น (Margin debt) จนแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก
นี่คือสัญญาณของ “สัญชาตญาณสัตว์” หรือ Animal Spirits — ความมั่นใจเกินพอดีที่ผลักให้นักลงทุนเสี่ยงโดยไม่คิดมาก
คำว่า “Animal Spirits” หมายถึงแรงขับจากอารมณ์มนุษย์ เช่น ความกล้า ความสุข และความกระตือรือร้น John Maynard Keynes ใช้คำนี้เพื่ออธิบายว่าอารมณ์ของผู้บริโภคและนักลงทุนมีผลต่อตลาดอย่างไร
ตอนนี้ นักลงทุนรายย่อยกำลังลงทุนมากกว่าสถาบัน มีเงินไหลเข้าสู่ตลาดกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีนักลงทุนรายย่อยถึง 62% ที่เชื่อว่าตลาดจะขึ้นต่อ และ 66% คาดว่าจะได้กำไรเพิ่ม
Goldman Sachs เตือนว่า โมเดลความเสี่ยงของพวกเขาแสดงว่าตลาดอาจเผชิญกับโอกาสขาดทุนถึง 30% ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงตลาดถึงจุดพีค อัตราส่วน put-call ที่สูงเกินปกติจากการซื้อขายออปชั่นโดยรายย่อย เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน
เมื่อความมั่นใจสูงสุด ตลาดมักจะกลับทิศ การประเมินมูลค่าที่เกินจริงของ AI และการใช้เลเวอเรจสูง แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นขนาดเล็กและกลางที่ไวต่อเศรษฐกิจ กำลังถูกเก็งกำไรโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ
ช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถ้าไม่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธนาคารใหญ่ ๆ ของวอลล์สตรีท ตลาดแทบจะไม่มีการเติบโตของกำไรเลย
นักลงทุนกำลังเดิมพันว่าเทคโนโลยีจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดทั้งหมด ซึ่งเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงมาก เพราะเราเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาแล้วก่อนปี 2022 แล้วสุดท้ายกำไรก็ลดลง
แม้จะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่มันจะเกิดขึ้นแน่นอน — และเมื่อเกิด ความมั่นใจเกินพอดีก็จะกลับด้าน
วิธีจัดการกับความเสี่ยงในตลาดที่ร้อนแรง:
หากคุณยังอยากอยู่ในตลาดแต่ไม่อยากเสี่ยงเกินไป ลองทำตามแนวทางเหล่านี้:
1. ลดขนาดตำแหน่งในหุ้นที่ขึ้นแรงเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่ม AI และหุ้นกระแส
2. ปรับพอร์ตไปยังหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง เช่น สาธารณูปโภค หรือสินค้าอุปโภคบริโภค
3. เก็บเงินสดไว้ในพอร์ต เพื่อใช้เมื่อราคาลง
4. ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น inverse ETFs หรือ options เพื่อป้องกันการขาดทุนหนัก
5. ติดตามข้อมูลความรู้สึกตลาด เช่น หนี้ margin, ความคิดเห็นนักลงทุน, อัตราส่วน put-call
6. กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนเฮดจ์
7. ทดสอบพอร์ตในสถานการณ์เลวร้าย เช่น ขาดทุน 20-30% แล้วดูว่ารับได้หรือไม่
8. เข้าลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะลงทุนก้อนใหญ่ทีเดียว
9. ยืดหยุ่นในการจัดพอร์ต อย่าทุ่มทั้งหมดในเวลาที่ตลาดดูดีเกินจริง
10. ตั้งขีดจำกัดการลงทุนแต่ละธีม เช่น AI ถ้าเกินเป้ากำไร ให้ทยอยขายทำกำไรออกมา
อย่าลืมว่า ตลาดที่ดูดีมาก ๆ อาจไม่ได้แข็งแกร่งจริง การจัดการความเสี่ยงอย่างมีวินัยจะช่วยรักษาทุนและทำให้คุณอยู่ในเกมได้ระยะยาว








