นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนกลับมาทบทวนวิธีการเทรดในตลาดคริปโตอีกครั้ง หลังจากมีโพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยผู้ใช้งานที่ชื่อว่า DCinvestor ระบุว่า กว่า 80% ของนักเทรดขาดทุนจากการถือครอง Ethereum (ETH) และ Bitcoin (BTC) ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับรายงานจากธนาคารกลางยุโรปที่พบว่า 76-85% ของนักเทรดในตลาดฟอเร็กซ์ก็ขาดทุนเช่นกัน และแนวโน้มนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นซ้ำในตลาดคริปโตเช่นเดียวกัน
ทำไมถึงขาดทุน? หนึ่งในปัจจัยหลักคือ “อคติจากการมองแค่ผู้รอด” หรือ Survivorship Bias ซึ่งหมายความว่าเรามักเห็นแค่คนที่ประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาแชร์ผลลัพธ์ของตัวเองออกมา ส่วนคนที่ขาดทุนหรือล้มเหลว มักจะเงียบ ทำให้ภาพรวมที่เราเห็นนั้นไม่สะท้อนความเป็นจริง
รายงานจาก Chainalysis ปี 2024 ยังเผยว่า นักเทรดระยะสั้น (day traders) ขาดทุนเฉลี่ย 70-90% เมื่อเทียบกับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ระยะยาว
ในระยะยาว การถือครอง Bitcoin และ Ethereum ยังคงน่าสนใจ โดย Bitcoin มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 49% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ Ethereum โตเฉลี่ย 35% ต่อปีนับตั้งแต่เปลี่ยนระบบเป็น Proof-of-Stake ในปี 2022 ภายในเดือนสิงหาคมปี 2025 คาดว่า BTC และ ETH จะซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $68,000 และ $3,200 ตามลำดับ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับนักลงทุนระยะยาว
อีกกระแสที่กำลังเติบโตคือ “การโทเค็นสินทรัพย์จริง” หรือ Asset Tokenization ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือพันธบัตร ให้กลายเป็นโทเค็นดิจิทัล ช่วยให้สามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพิ่มสภาพคล่อง ลดค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถลงทุนแบบแบ่งส่วน (Fractional Ownership)
เทคโนโลยีบล็อกเชนยังช่วยลดการพึ่งพาคนกลางในการทำธุรกรรม เพราะข้อมูลถูกบันทึกอย่างโปร่งใสและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) เพื่อทำงานอัตโนมัติ เช่น การจ่ายเงินปันผล หรือการชำระเงิน
ในมุมมองของนักลงทุนสถาบัน รายงานแนวโน้มปี 2025 โดย Julius Baer ระบุว่าการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนและ AI จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของกระแสบูลล์ (Bullish Trend) ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีเงินลงทุนในกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตสูงถึง 15 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งกว่า 30% มุ่งไปที่ Ethereum ETF แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในกระแสหลักของตลาดคริปโตที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น








