โจเซฟ ชาโลม ซีอีโอของ SharpLink Gaming ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลคลังสินทรัพย์ดิจิทัลบน Ethereum กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการเปลี่ยนระบบการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) มูลค่าราว 700 ล้านล้านดอลลาร์ ให้มาอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน แทนที่จะเน้นแค่ตลาดคริปโตที่มีมูลค่ารวมเพียง 4 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น
ชาโลมเคยทำงานกับบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock เขาเชื่อว่าการลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในระบบการเงินแบบเก่า จะเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ การจะไปถึงจุดนั้นได้ บริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล (digital treasury) ต้องสนับสนุนโปรโตคอลใหม่ๆ, สเตเบิลคอยน์ และ DeFi สำหรับสถาบันต่างๆ ให้อยู่ในระบบของตัวเอง
ดาน คัง ผู้บริหารกลยุทธ์ของ Solana treasury DeFi Development Corp. เปรียบเทียบการลงทุนใน ETF เหมือนกับ “นั่งแพลอยน้ำ” ในขณะที่การลงทุนในคลังสินทรัพย์ดิจิทัล (DAT) นั้นเหมือน “ขี่เรือเร็ว” เพราะคล่องตัวกว่าและมีโอกาสเติบโตได้เร็ว
ชาโลมเสนอหลัก 3 ข้อในการประเมินคลังสินทรัพย์ ได้แก่ ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน, การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ และสภาพคล่องของสินทรัพย์ ขณะที่คังมองว่าการเพิ่มขึ้นของเหรียญ SOL ต่อหนึ่งหลักทรัพย์เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทควรสามารถส่งมอบสินทรัพย์พื้นฐานให้ผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นตรงกันว่า คลังสินทรัพย์ที่อยู่บนเครือข่ายแบบ Proof-of-Stake (PoS) มีความเสี่ยงน้อยกว่าช่วงตลาดตกต่ำ และเมื่อ DAT ถือครองสินทรัพย์มากขึ้น ก็สามารถนำไปใช้ในการ stake หรือทำกิจกรรมบนบล็อกเชนอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้แบบยั่งยืน และทำให้บริษัทมีอัตรากำไรสูงขึ้น
ชาโลมยังเสริมว่า เป้าหมายของเขาคือการสร้างบริษัทที่สามารถดำเนินงานได้จริง โดยใช้เหรียญ ETH ที่ถืออยู่ในการปล่อยกู้ ยืม หรือยืนยันธุรกรรม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
ในการประชุมเดียวกัน ทอม ลี ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat และประธาน BitMine กล่าวว่า Ethereum เป็น “เครือข่ายที่เป็นกลางอย่างแท้จริง” ซึ่งจะได้รับความนิยมจากทั้งวอลล์สตรีทและรัฐบาลสหรัฐฯ เขายังเชื่อว่าอนาคตของ Ethereum จะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ซึ่งต้องการระบบโทเคนเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานและตัดสินใจได้เอง โดยทั้งหมดจะเกิดขึ้นบนเครือข่าย Ethereum
ลียังพูดถึงแนวคิด Proof-of-Human ที่จะใช้ตรวจสอบว่าเป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่ AI โดยหลายโปรเจกต์ในแนวทางนี้สร้างอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum เช่นกัน
จากข้อมูลของลี BitMine และ Strategy ครองสัดส่วนการซื้อขายถึง 90% ของบริษัทในกลุ่มเดียวกัน แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันนิยมถือหุ้นของทั้งสองบริษัท และเมื่อบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ดัชนีหลักต่างๆ ก็จะมีเงินทุนไหลเข้ามาแบบอัตโนมัติ
แม้ลีจะเน้น Ethereum เป็นหลัก แต่เขายังมั่นใจใน Bitcoin โดยคาดว่าราคาจะพุ่งขึ้นถึง $200,000 – $250,000 ภายในสิ้นปีนี้ จากแรงหนุนตามฤดูกาลในไตรมาส 4 และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายลง
สำหรับ Ethereum ลีคาดการณ์ว่าราคาจะอยู่ระหว่าง $10,000 – $12,000 ภายในสิ้นปีนี้ หากอัตราส่วนราคาของ ETH ต่อ BTC กลับไปสู่ระดับสูงในอดีตเมื่อ Bitcoin แตะ $250,000 เขายังเสริมว่า “จุดค้นพบราคาที่แท้จริง” ของ ETH จะอยู่ที่ช่วง $12,000 – $15,000 และอาจสูงกว่านั้นอีกในอนาคต
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัท DAT หรือคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ได้กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในตลาด โดยต่อมา นักข่าวของ Bloomberg รายงานว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโตสามารถระดมทุนได้ถึง 15.4 พันล้านดอลลาร์ในบริษัท DAT ต่างๆ








