Foresight Ventures ทุ่มเงิน 50 ล้านดอลลาร์ ตั้งกองทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Stablecoin
Foresight Ventures บริษัทด้านการลงทุนในคริปโตระดับโลก ประกาศจัดตั้งกองทุนมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐชื่อว่า “Stablecoin Infrastructure Fund” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
กองทุนนี้ถือเป็นครั้งแรกของวงการ ที่มุ่งเน้นไปที่ระบบนิเวศของ stablecoin ทั้งหมด ตั้งแต่การออกเหรียญ การเชื่อมต่อกับระบบการเงินอื่น ๆ การแลกเปลี่ยน การรับ-ส่งเงินระหว่างโลกคริปโตกับเงินเฟียต ไปจนถึงบล็อกเชนที่เน้นด้านการชำระเงินโดยเฉพาะ
Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่พยายามรักษาราคาของตัวเองให้คงที่ โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำ แตกต่างจากเหรียญอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ที่ราคาผันผวนสูง
ข้อมูลจาก DeFiLlama ระบุว่ามูลค่าตลาดรวมของ stablecoin ณ ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 298.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Foresight Ventures มีเป้าหมายลงทุนในโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ stablecoin เช่น การออกเหรียญ การสร้างระบบแลกเปลี่ยน การทำธุรกรรมข้ามพรมแดน การใช้งานร่วมกับสินทรัพย์จริง (Real World Assets – RWA) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบแลกเปลี่ยนเงินตราบนบล็อกเชน (On-chain FX)
Alice Li หุ้นส่วนบริหารของ Foresight Ventures กล่าวว่า “Stablecoin ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของระบบการชำระเงินสมัยใหม่”
“เราสร้างกองทุนนี้ขึ้นมาเพื่อเร่งการผสาน stablecoin เข้ากับระบบการเงินแบบดั้งเดิมให้สะดวก ปลอดภัย และขยายได้ง่าย เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกใช้งานได้จริง”
ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา Foresight Ventures ได้ลงทุนในหลายโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ stablecoin เช่น Ethena, Noble, Codex, Agora และ WSPN
แนวโน้มใหม่: บล็อกเชนเฉพาะสำหรับ Stablecoin
Foresight Ventures ยังได้เผยรายงานที่อธิบายถึงสองปัจจัยหลักที่ทำให้ stablecoin ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของระบบชำระเงินทั่วโลก
ประการแรก สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) ต้องการวิธีการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกกว่าและเร็วกว่าเดิม
ประการที่สอง แอปพลิเคชัน Web3 กำลังขยายตัวเข้าสู่บริการทางการเงินในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากค่าธรรมเนียมและความเร็วในการทำธุรกรรมของบล็อกเชนหลักอย่าง Ethereum และ Tron ยังไม่ตอบโจทย์ ทำให้เกิดแนวโน้มใหม่ในการสร้างบล็อกเชนเฉพาะแอป เช่น Plasma, Stable, และ Codex
บล็อกเชนเหล่านี้ช่วยให้ stablecoin ใช้งานได้เหมือน “เงินประจำวัน” โดยมีค่าธรรมเนียมเป็นดอลลาร์ ยืนยันธุรกรรมได้ในระดับมิลลิวินาที และมีระบบตรวจสอบความถูกต้องในตัวเอง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเป็นมิตรกับภาครัฐ
แนวทางนี้กำลังเปลี่ยน stablecoin จากสินทรัพย์ในโลกดิจิทัล ให้กลายเป็นเครื่องมือชำระเงินในชีวิตจริงอย่างแท้จริง








