ครึ่งแรกของปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกคริปโตไม่มีคำว่า “ปกติ” การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อคริปโตมากขึ้น นำไปสู่การผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งผลให้โทเคนมีมอย่าง TRUMP กลายเป็นกระแส ขณะที่ Circle เปิด IPO บนตลาดหุ้นนิวยอร์ก สร้างสถิติใหม่ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
เมื่อครึ่งปีแรกสิ้นสุด เราเห็นว่าแม้จะมีข่าวดีหลายเรื่อง เช่น การที่สหรัฐตั้งสำรองบิตคอยน์ระดับชาติ และบางรัฐทำตาม แต่ภาพรวมตลาดยังไม่แรงเท่าที่คาดไว้
บิตคอยน์เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ประมาณ $112,000 ก่อนจะปิดครึ่งปีแรกที่ราว $108,500 เพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากต้นปี ในขณะที่การลงทุนผ่าน ETF ชะลอลง โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสะสมอยู่ที่ $13.1 พันล้าน ด้อยกว่าทั้งปี 2024 ที่ทำไว้ $35 พันล้าน
อีเธอเรียมเริ่มปีได้ยาก ราคาร่วงจากเกือบ $4,000 เหลือเพียง $1,800 ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ความเชื่อมั่นจากสถาบันกลับเพิ่มขึ้น โดย ETF ของ ETH มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จนราคากลับขึ้นมาแตะระดับ $2,600 ในเดือนพฤษภาคม
ตัวกระตุ้นสำคัญคือการอัปเกรดครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคมชื่อ Pectra ซึ่งเสริมฟีเจอร์ใหม่ 11 อย่าง เช่น ระบบบัญชีใหม่ การเพิ่มเพดานการสเตค และปรับปรุงประสิทธิภาพ ทำให้อีเธอเรียมใช้งานง่ายและขยายตัวได้ดีขึ้น
สำหรับ Stablecoin ปีนี้ถือว่ามาแรงเกินคาด มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น $47.5 พันล้าน และการใช้งานแบบ OTC เพิ่มจาก 46% เป็นประมาณ 75% ของกิจกรรมทั้งหมดในปี 2025 ความเชื่อมั่นยิ่งสูงขึ้นเมื่อ Circle เปิด IPO ที่ราคาหุ้นเริ่มต้น $31 แล้วพุ่งไปถึง $270 ภายในไม่กี่วัน
อีกหนึ่งกระแสใหญ่คือเหรียญมีม TRUMP ที่สร้างมูลค่า $27 พันล้านภายใน 48 ชั่วโมง และติดอันดับ Top 20 คริปโตทั่วโลก แม้จะร่วงลง 70% ภายหลัง แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์
ด้านกฎหมาย กรณีฟ้องร้อง Ripple (XRP) กับ SEC จบลงแล้วในกลางปี โดยทั้งสองฝ่ายถอนฟ้องอย่างถาวร
MicroStrategy เดินหน้าสู่เป้าหมายเข้าร่วม S&P 500 หลังจากอยู่ใน Nasdaq-100 ด้วยกำไรสุทธิตามมาตรฐาน GAAP ทะลุ $11 พันล้าน ตามเกณฑ์ของดัชนี S&P ส่วนหนึ่งเพราะราคา Bitcoin ที่พุ่งสูง คาดว่าจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน
นักวิเคราะห์หลายรายยังมองว่า วัฏจักรของบิตคอยน์ที่เกี่ยวข้องกับการ Halving ทุก 4 ปี ยังคงมีผล โดยรอบนี้อาจยังไม่ถึงจุดสูงสุด เป้าหมายราคาที่ควรจับตาคือ $131,000 ตามแนว Fibonacci Extension
ในแง่มุมเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินยังเอื้อต่อคริปโต แม้การลดดอกเบี้ยทั่วโลกจะเริ่มชะลอลง ขณะที่ปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งมักสัมพันธ์กับราคาบิตคอยน์ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 11 สัปดาห์ การที่บิตคอยน์ถูกมองว่าเป็น “เงินแข็ง” และกันเงินเฟียต จึงอาจทำให้ราคายังไปต่อได้
บริษัทการเงินรายใหญ่ยังซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบถือเป็นสินทรัพย์คลัง และการลงทุนผ่าน ETF ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าสูงเกือบ $50 พันล้าน ทำให้แรงเทขายอาจน้อยลง
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน Robinhood ประกาศว่าจะสร้าง “Robinhood Chain” บน Arbitrum เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับอนาคตของการถือสินทรัพย์แบบดิจิทัล การเลือกใช้ Layer-2 ของ Ethereum ช่วยตอกย้ำบทบาทของ ETH ในระบบการเงินแบบโทเคน
Matt Hougan จาก Bitwise คาดว่า ETF ของ Ethereum จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง การผสมผสานระหว่าง Stablecoin และหุ้นโทเคนบน Ethereum เป็นเรื่องที่นักลงทุนแบบเดิมเข้าใจง่าย แค่เดือนมิถุนายนเดือนเดียว มียอดไหลเข้ามากกว่า $1.17 พันล้าน
นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า การผสานระหว่าง stablecoin, หุ้นโทเคน และ staking บน Ethereum เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนสถาบัน ปัจจุบันมี ETH มากถึง 30% ถูกล็อกไว้ในการ stake และ Layer-2 ก็ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ระดับราคาสำคัญคือ $2,800 ถ้าทะลุได้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่
ด้านกฎหมาย สหรัฐเสนอร่างกฎหมาย GENIUS Act ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว รอเข้าสู่สภาคองเกรส โดยกำหนดให้ stablecoin ต้องมีเงินดอลลาร์หนุน 1:1 และตรวจสอบบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความมั่นคงทางการเงินและความปลอดภัยผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมบทบาทของสหรัฐในการกำหนดมาตรฐานสินทรัพย์ดิจิทัลโลก เทียบเท่ากับกรอบ MiCA ของสหภาพยุโรป และบังคับให้เหรียญต่างชาติที่อยากเข้าตลาดสหรัฐต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน
ค้าปลีกรายใหญ่ เช่น Walmart, Amazon, Expedia รวมถึงสายการบินบางแห่ง กำลังพัฒนา stablecoin ของตัวเอง เพื่อลดค่าธรรมเนียมรูดบัตร และหลีกเลี่ยงระบบ Visa กับ Mastercard แม้จะยังไม่แทนที่ได้เต็มตัว แต่ก็สร้างแรงกดดันให้ต่อรองลดค่าธรรมเนียมได้มากขึ้น
Visa กับ Mastercard ก็ไม่อยู่นิ่ง Visa เริ่มทดลองชำระเงินด้วย USDC แล้ว ขณะที่ทั้งสองบริษัทกำลังพัฒนาโซลูชันบล็อกเชนสำหรับธุรกรรมข้ามประเทศ
แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่า การโค่นล้ม Visa กับ Mastercard ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบรับชำระเงินของพวกเขาลึกและกว้างมาก จึงยังถือไพ่เหนือกว่าในตลาดโลก
DeFi กลับมาคึกคัก มูลค่ารวมที่ถูกล็อก (TVL) ขึ้นถึง $112 พันล้านในเดือนมิถุนายน DEX อย่าง Uniswap และ PancakeSwap ทำลายสถิติผู้ใช้งาน ขณะที่ AI เข้ามาช่วยยกระดับระบบ DeFi ให้ฉลาดและอัตโนมัติมากขึ้น
โปรโตคอลอย่าง Fetch.ai (FET), SingularityNET (AGIX) และ Bittensor (TAO) ใช้ AI บนบล็อกเชนเพื่อช่วยเทรด วิเคราะห์ความเสี่ยง และจัดการสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานคริปโตทั่วไป
AI ใน DeFi ช่วยสร้างเครื่องมือใหม่ เช่น บอตเทรดอัตโนมัติ การตรวจสอบสัญญาอัจฉริยะ และระบบบริหารผลตอบแทนอัจฉริยะ ส่งเสริมให้ DeFi เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์มากขึ้น โดยเฉพาะโทเคนสาย AI ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตลาด NFT สายศิลปะเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด จากผู้ใช้งานสูงสุดกว่า 500,000 คนในปี 2022 เหลือไม่ถึง 20,000 คนในปี 2025 คอลเลกชันดังในอดีตยอดขายลดลงกว่า 95% แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงจากกระแสสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณค่าจริงจังมากขึ้น
แต่ฝั่ง Bitcoin NFT หรือ Ordinals กลับมาแรง ราคาขึ้นเกือบ 900% จากเฉลี่ย $63 ในปี 2023 ไปแตะ $633 ในต้นปี 2025 สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนที่เชื่อถือได้อย่าง Bitcoin
Ethereum และ Bitcoin ยังคงครองตลาด NFT ระดับสูง ส่วน Polygon เป็นทางเลือกประหยัดและรักษ์โลก เหมาะกับโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเริ่มนิ่ง แสดงถึงความมั่นคงมากขึ้น
ตลาด NFT ศิลปะไม่ได้ตาย แต่กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพ คล้ายกับวงการศิลปะจริงที่เน้นคุณค่า ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว
Worldcoin โครงการยืนยันตัวตนผ่านม่านตาจาก Sam Altman เปิดศูนย์สแกน Orb ในสหรัฐ 6 แห่งในเดือนพฤษภาคม โดยให้บริการตรวจม่านตาแลกกับ World ID และแจกโทเคน WLD ฟรี
บริษัทยังเตรียมออกบัตรเดบิตร่วมกับ Visa ภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้โทเคน WLD ซื้อสินค้าได้ทั่วโลก
ฝั่ง Polygon ID ใช้เทคนิค Zero-Knowledge Proofs (ZKPs) เพื่อให้ผู้ใช้พิสูจน์ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยรายละเอียด เช่น อายุ หรือเครดิต โดยจัดเก็บข้อมูลไว้นอกบล็อกเชน เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว
แต่ด้วยข้อกังวลด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และกฎหมาย ทำให้เทคโนโลยีนี้ยังไม่พร้อมสำหรับคนทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ Web3 เท่านั้นในช่วงครึ่งปีหลัง








