การวิจารณ์ผู้ตัดสินอย่างดุเดือดกลายเป็นเรื่องปกติในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะในสนามหรือหน้าจอโทรทัศน์
และทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้น? เพราะเมื่อเราต้องการระบายอารมณ์ใส่เป้าหมายที่ไม่มีโอกาสตอบโต้กลับ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ลองคิดถึงผู้ตัดสินที่ต้องรับแรงกดดันมหาศาล บางครั้งคำวิจารณ์ก็เลยเถิดไปถึงขั้นข่มขู่เอาชีวิตหรือเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
คำถามคือ เส้นแบ่งระหว่าง “คำวิจารณ์ที่ยุติธรรม” กับ “คำดูถูกหยาบคาย” อยู่ตรงไหน?
กรณีของ จู๊ด เบลลิงแฮม นักเตะดาวรุ่งของ เรอัล มาดริด ที่หลุดคำสบถอย่างรุนแรงต่อผู้ตัดสิน โฆเซ่ หลุยส์ มูนูเอร่า มอนเตโร่ นั้นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
เบลลิงแฮม อ้างว่าเขาพูดกับตัวเอง แต่ผู้ตัดสินมองว่าเป็นคำพูดที่พุ่งตรงมาหาเขา และผลคือ ใบแดงทันที!
คณะกรรมการฟุตบอลสเปนอาจลงโทษแบนเขาถึง 12 สัปดาห์ แต่สุดท้ายลดเหลือเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
เบลลิงแฮม ไม่ใช่ผู้เล่นไร้เดียงสาในต่างแดน เขาเคยโดนใบแดงมาก่อน และควรรู้ดีว่าคำสบถบางคำอาจถูกตีความผิดได้ง่ายๆ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ปฏิกิริยาในสนาม อาจถูกมองข้ามบ้าง แต่ในชีวิตจริง มันอาจมีผลกระทบร้ายแรง
ไม่มีใครคาดหวังว่าการดูบอลจะเหมือนนั่งอยู่ในโบสถ์ แต่การใช้วาจาหยาบคายต่อผู้ตัดสินและนักเตะบางครั้งก็เกินรับได้
การเหยียดเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดให้หมดไป เพราะมันนำไปสู่ความเกลียดชัง ความรุนแรง และแม้แต่สงคราม
ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งร่างกายและจิตใจแข่งขันกัน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับแฟนบอลที่รักเกมนี้เพราะทักษะ ความกล้าหาญ และความแข็งแกร่งทางจิตใจของนักเตะ
ผู้ตัดสินคือหัวใจของการแข่งขัน เช่นเดียวกับตำรวจที่รักษากฎหมาย ไม่มีใครทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่พวกเขาก็ควรได้รับการปกป้องจากคำขู่และความรุนแรง
การรักษาความเป็นธรรมต้องมีระบบอุทธรณ์ที่เหมาะสม ฟุตบอลระดับสูงส่วนใหญ่มีระบบนี้และทำงานได้ดี
อย่างไรก็ตาม คำพูดที่ถูกใช้และบริบทที่พูดออกมา มักเป็นประเด็นถกเถียงเสมอ
นักกีฬาทุกประเภทใช้ภาษาที่ตำหนิตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรักบี้ คริกเก็ต หรือกีฬาอื่นๆ
แต่ฟุตบอลเต็มไปด้วยอารมณ์ และเกมแทบไม่เคยหยุดเดินหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม VAR ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรงเสมอ
บางที เบลลิงแฮม อาจแค่ต้องระบาย แล้วเดินหน้าต่อไปกับเกมก็เท่านั้น








