ตลาดหุ้นพุ่งแรง ดัชนี Dow Jones ทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนมั่นใจว่าเฟดเตรียมลดดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยดัชนี Dow Jones ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ก็พุ่งตามกันหลังจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นายเจอโรม พาวเวลล์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อัตราเงินเฟ้อลดลงถึงเป้าหมายก่อน
คำพูดของพาวเวลล์ที่เน้นความเสี่ยงในตลาดแรงงานมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าเฟดพร้อมจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ตลาดหุ้นตอบรับทันที โดย S&P 500 พุ่งขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันมากที่สุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหมดปรับตัวขึ้น ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก (Russell 2000) กระโดดถึง 4% ขณะที่กลุ่มธนาคารพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin และ Ether ก็พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ลดลง 10 จุดฐาน แสดงถึงความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะลดลงในเร็วๆ นี้ ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.8%
นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันเห็นตรงกันว่า คำพูดของพาวเวลล์ที่งานประชุมที่ Jackson Hole มีน้ำเสียง “ผ่อนคลาย” (Dovish) กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก และเปิดทางเต็มที่ให้กับการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า
แม้ว่าจะยังมีรายงานการจ้างงานอีกหนึ่งฉบับก่อนการประชุมเดือนกันยายน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดมีข้อมูลเพียงพอแล้วที่จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินได้
นักลงทุนเชื่อว่าดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น เพราะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทและกระตุ้นการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของเฟดยังคงอยู่ เพราะหากลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีกครั้ง แต่หากช้าหรือทำไม่เพียงพอ ก็เสี่ยงที่จะทำให้ตลาดแรงงานทรุดตัว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม
นักวิเคราะห์บางรายยังมองว่า หากเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยถึง 50 จุดฐานในคราวเดียว อาจถูกตีความว่าเป็นการตัดสินใจที่มีแรงจูงใจทางการเมือง มากกว่าตามข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งจะสร้างความกังวลต่อตลาดมากกว่า
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว อัตราการขอรับสิทธิ์การว่างงานต่อเนื่องเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการจ้างงานอาจเข้าสู่ช่วงอ่อนแอ เฟดจึงต้องจัดสมดุลระหว่างเป้าหมายเรื่องเงินเฟ้อและการรักษาระดับการจ้างงาน
ในฝั่งของบริษัทต่าง ๆ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เช่น:
– อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ พบกับซีอีโอของ Intel เพื่อปิดดีลที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะถือหุ้นเกือบ 10%
– Apple กำลังเจรจากับ Google เพื่อนำ Gemini AI มาใช้กับ Siri
– Nvidia สั่งหยุดผลิตชิป AI H20 ชั่วคราว
– Meta เซ็นสัญญาใช้บริการคลาวด์ของ Google มูลค่ากว่า $10 พันล้าน และดึงตัวผู้บริหาร AI จาก Apple
– Boeing เตรียมเจรจากับสหภาพแรงงานเพื่อยุติการหยุดงาน
– Visa ปิดธุรกิจ Open Banking ในสหรัฐฯ เพราะความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ
– Ross Stores คาดยอดขายพุ่งจากแรงกดดันเงินเฟ้อ
– Cenovus ซื้อกิจการ MEG Energy มูลค่า $5 พันล้าน ดันขึ้นเป็นผู้นำด้านน้ำมันในแคนาดา
สรุปความเคลื่อนไหวตลาด:
📈 หุ้น:
– S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.5%
– Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 1.5%
– Dow Jones พุ่ง 1.9%
– Russell 2000 เพิ่มขึ้น 3.9%
– ดัชนีหุ้นธนาคาร (KBW Bank Index) เพิ่มขึ้น 3.2%
💵 สกุลเงิน:
– ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ลดลง 0.8%
– ยูโรแข็งค่าขึ้น 1% อยู่ที่ $1.1720
– ปอนด์อังกฤษเพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ $1.3518
– เยนแข็งค่าขึ้น 1% อยู่ที่ 146.96 เยนต่อดอลลาร์
💻 คริปโต:
– Bitcoin พุ่งขึ้น 3.8% แตะ $116,657
– Ether ทะยานขึ้นถึง 14% แตะ $4,835
📉 พันธบัตร:
– อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ลดลงเหลือ 4.26%
– พันธบัตรระยะสั้น (2 ปี) ลดลงเหลือ 3.69%
– พันธบัตรระยะยาว (30 ปี) ลดลงเหลือ 4.88%
🛢️ สินค้าโภคภัณฑ์:
– น้ำมัน WTI เพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ $63.82 ต่อบาร์เรล
– ราคาทองคำพุ่งขึ้น 1% อยู่ที่ $3,372 ต่อออนซ์
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะรายงานจ้างงานและเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของเฟดในการประชุมครั้งหน้า หากตัวเลขออกมาร้อนแรง เฟดอาจเปลี่ยนท่าทีได้ทันที แต่หากอ่อนแอก็ยิ่งหนุนแนวทางลดดอกเบี้ยมากขึ้นอีก.








