บิทคอยน์ (Bitcoin) กำลังแสดงสัญญาณฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยราคาพุ่งขึ้นจากระดับต่ำสุดประมาณ 108,650 ดอลลาร์ ไปแตะเกือบ 114,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดรูปแบบ “ดับเบิ้ลบอททอม” (Double Bottom) บนกราฟรายวัน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่าราคาอาจพุ่งสูงขึ้นอีก
รูปแบบดับเบิ้ลบอททอมนี้มีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ระดับ 117,875 ดอลลาร์ หากบิทคอยน์สามารถทะลุผ่านระดับนี้ไปได้ ราคามีโอกาสพุ่งขึ้นไปแตะเป้าหมายใหม่ที่ประมาณ 127,000 ดอลลาร์ ซึ่งจะสูงกว่าจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 124,200 ดอลลาร์
ด้านเทคนิค บิทคอยน์สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 50 วัน และ 100 วัน ได้แล้ว ขณะที่ดัชนี RSI และ MACD ก็แสดงทิศทางขาขึ้น ซึ่งยืนยันถึงแนวโน้มเชิงบวกของตลาดในตอนนี้
ปริมาณการซื้อขายก็มีความแข็งแกร่ง โดยมียอดซื้อขายต่อวันสูงถึง 62.2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาพุ่งขึ้น 3.62% ภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม RSI ที่แตะระดับสูงถึง 83 บ่งชี้ว่าตลาดอาจอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป และอาจเกิดการพักฐานระยะสั้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาบิทคอยน์ คือความเสี่ยงจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังไม่สามารถตกลงกันเรื่องงบประมาณได้ หากเกิดการชัตดาวน์ รัฐบาลอาจต้องลดค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย
นักเศรษฐศาสตร์ มาร์ค แซนดี้ ระบุว่า ความเสี่ยงของภาวะถดถอยแม้จะลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับ “สูงอย่างไม่สบายใจ” โดยเศรษฐกิจที่เติบโตในขณะนี้มาจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI และการใช้จ่ายของกลุ่มคนร่ำรวยที่ได้รับผลประโยชน์จากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ จะเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์ของตลาดแรงงาน และช่วยให้นักลงทุนประเมินทิศทางการตัดสินใจของ Fed เกี่ยวกับดอกเบี้ยในอนาคต
สถาบันต่างๆ ยังคงเชื่อมั่นในบิทคอยน์ ล่าสุดบริษัท Strategy Inc. ของไมเคิล เซย์เลอร์ ซึ่งถือครองบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุดในตลาด ได้ซื้อเพิ่มอีก 196 BTC มูลค่า 22.1 ล้านดอลลาร์ ในช่วงราคาตกเฉลี่ยที่ 113,048 ดอลลาร์
การซื้อครั้งนี้ทำให้ Strategy ถือครองบิทคอยน์รวมแล้วกว่า 640,031 BTC คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 47 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัท (MSTR) จะตกลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบหกเดือน แต่ผลตอบแทนในระยะยาวยังยอดเยี่ยม โดยเพิ่มขึ้นถึง 96% ในช่วงปีที่ผ่านมา และมากกว่า 2,000% ในช่วงห้าปี
ข้อมูลบนเชน (On-chain data) ยังเผยให้เห็นว่ามีบิทคอยน์ไหลออกจากกระดานแลกเปลี่ยนมากกว่าที่ไหลเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณของการสะสมและแรงขายที่ลดลง นอกจากนี้ อัตราเงินทุน (funding rates) ก็เริ่มเย็นลง แสดงถึงฐานตลาดที่แข็งแรงขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาปิดเหนือระดับ 115,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง จะเป็นการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถูกเรียกกันในวงการคริปโตว่า “Uptober” เนื่องจากในอดีต บิทคอยน์มักจะปรับตัวขึ้นในเดือนตุลาคม
ในเชิงเทคนิค BTC/USD ได้ทะลุแนวโน้มขาลงที่กดดันราคาตั้งแต่กลางเดือนกันยายน และสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (SMA) ทั้ง 50 และ 100 ช่วงเวลาได้แล้ว โดยระดับ 114,000 ดอลลาร์จะกลายเป็นแนวรับสำคัญระยะสั้น
สำหรับนักลงทุน ระดับราคาที่ควรจับตาคือการปิดเหนือ 114,700 ดอลลาร์ ซึ่งจะเปิดทางให้ราคาขยับไปยังเป้าหมายที่ 116,150 และ 117,850 ดอลลาร์ แต่หากราคาหลุดแนวรับที่ 113,000 หรือ 112,600 ดอลลาร์ อาจมีโอกาสปรับฐานลงไปที่ 110,350 หรือ 108,700 ดอลลาร์อีกครั้ง
ความเคลื่อนไหวของบิทคอยน์ในช่วงนี้อาจกลายเป็นแรงหนุนให้เหรียญอื่นๆ อย่าง Ethereum, XRP และ Solana ปรับตัวขึ้นตามในไตรมาสสุดท้ายของปี








