Home การเข้ารหัสลับ Tether อาจแซง Saudi Aramco ขึ้นแท่นกำไรสูงสุดโลก

Tether อาจแซง Saudi Aramco ขึ้นแท่นกำไรสูงสุดโลก

5
0

แมตต์ ฮูแกน หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Bitwise ชี้ว่า นักลงทุนควรเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่ออุตสาหกรรมคริปโต เพราะตลาดที่คริปโตเข้าไปเจาะนั้นใหญ่มาก และมีโอกาสสร้างมูลค่ามหาศาล แม้จะเข้าถึงได้เพียงบางส่วนก็ตาม

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Tether ผู้ออกเหรียญ Stablecoin USDT รายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Saudi Aramco ได้ในอนาคต

ในรายงานล่าสุด ฮูแกนชี้ให้เห็นว่า แม้การประเมินมูลค่า Tether ที่ 500,000 ล้านดอลลาร์อาจฟังดูเวอร์ แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลรองรับ เพราะ Tether กำลังเข้าถึงตลาดเงิน (Money Market) ขนาดใหญ่ระดับโลก

Tether เผยว่ามีผู้ใช้งาน USDT ทั่วโลกกว่า 400 ล้านคน และเพิ่มขึ้นประมาณ 35 ล้าน Wallet ทุกไตรมาส โดยเน้นให้บริการในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่วยสนับสนุนการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่สองของปีนี้ Tether ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่ากว่า 127 พันล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้ถือครองระดับโลก เทียบเท่ากับประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี และใกล้เคียงกับซาอุดีอาระเบีย

ฮูแกนเชื่อว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป มีโอกาสสูงที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งจะหันมาใช้ USDT แทนสกุลเงินของตนเอง ซึ่งจะทำให้ Tether บริหารสินทรัพย์ได้ถึงระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” หรือ Trillions และที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน หาก Tether มีสินทรัพย์ถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ ก็สามารถทำกำไรแซงหน้า Saudi Aramco ที่คาดว่าจะทำได้ 120 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

แม้จะมีพนักงานไม่ถึง 200 คน แต่ Tether ก็ทำกำไรได้ถึง 13 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และยังถือครอง Bitcoin มากกว่า 100,000 BTC (คิดเป็นมูลค่าราว 11.4 พันล้านดอลลาร์) ไม่เพียงแค่ Stablecoin แต่บริษัทได้ลงทุนในหลายโครงการ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการขุดบิตคอยน์ ล่าสุด Tether ยังเปิดตัวเหรียญใหม่ชื่อ USAT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแลในสหรัฐ เพื่อให้บริการผู้ใช้ในอเมริกาโดยเฉพาะ และเป็นการเสริมทัพให้กับการขยายตัวทั่วโลกของ USDT

สิ่งนี้สะท้อนภาพรวมของวงการคริปโตว่า กำลังเข้าไปเจาะตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก เช่นเดียวกับที่ Bitcoin มีมูลค่าตลาดกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะคิดเป็นเพียงไม่ถึง 10% ของตลาดทองคำที่มีมูลค่า 25 ล้านล้านดอลลาร์ การเติบโตนี้จึงดูสมเหตุสมผลมากกว่าการที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหม่จะต้องโค่น Amazon เพื่อให้ได้มูลค่าเท่ากัน

บล็อกเชนอย่าง Ethereum และ Solana ก็แข่งขันกันในตลาดการชำระเงินและตลาดทุนระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นกัน McKinsey ประเมินว่า อุตสาหกรรมการชำระเงินทั่วโลกมีปริมาณธุรกรรมถึง 1.8 ควอดริลเลียนดอลลาร์ต่อปี ส่วนมูลค่ารวมของหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 665 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก SIFMA และ Savills

ฮูแกนกล่าวว่า ตลาดเหล่านี้ใหญ่เกินกว่าที่บริษัทแบบรวมศูนย์ใดๆ จะควบคุมได้ทั้งหมด แต่ Ethereum และ Solana ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์และมีขนาดการใช้งานระดับโลก อาจสามารถเข้าถึงส่วนแบ่งตลาดมหาศาลเหล่านี้ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Ethereum มีมูลค่าประมาณ 500 พันล้านดอลลาร์ และ Solana ประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์

สำหรับนักลงทุน ฮูแกนแนะนำให้คิดถึงสองเรื่องหลัก หนึ่งคือ คริปโตมีโอกาสเติบโตอย่างมากเพราะเจาะตลาดใหญ่ระดับโลก สองคือ การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง จึงต้องกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เขาเปรียบเทียบการลงทุนในคริปโตกับการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น ที่ส่วนใหญ่จะล้มเหลว แต่ถ้ามีบางรายที่ประสบความสำเร็จ ก็อาจสร้างผลตอบแทนมหาศาลแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในวงการเทคโนโลยีแบบเดิม

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ไม่ใช่ว่าเหรียญไหนจะประสบความสำเร็จ แต่คือ “คริปโตทั้งหมดจะมีความสำคัญมากขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้าหรือไม่?”

W88 ร่วมสนุกกับการเดิมพันและเกมคาสิโนที่ดีที่สุด เพลิดเพลินกับกีฬาสด, สล็อต, โป๊กเกอร์ และอื่นๆ สมัครวันนี้เพื่อรับรางวัลสุดพิเศษ พร้อมความบันเทิงที่ไม่หยุดยั้ง!

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here