ยินดีต้อนรับสู่บทสรุปข่าวเทคโนโลยีคริปโตประจำสัปดาห์ ที่จะพาคุณไปอัปเดตเรื่องราวสำคัญในโลกของเทคโนโลยีเบื้องหลังบล็อกเชนและคริปโต
นักขุดบิตคอยน์เผชิญตลาดสุดท้าทาย
ธุรกิจขุดบิตคอยน์กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยอิงกับรอบ 4 ปีที่เรียกว่า “halving” ซึ่งรางวัลที่ได้จากการขุดจะถูกลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการลดต้นทุนหรือขยายกำลังขุดเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้โมเดลธุรกิจแบบนั้นไม่ใช่ทุกอย่างอีกต่อไป
ผู้บริหารหลายรายในวงการ เช่น Matt Schultz ซีอีโอของ Cleanspark กล่าวว่า ตอนนี้นักขุดไม่ได้พูดถึงแค่ “hash rate” หรือพลังในการขุดอีกแล้ว แต่กำลังมองหาวิธี “เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นรายได้” อย่างมีประสิทธิภาพ
Cleanspark มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 800 เมกะวัตต์ และกำลังพัฒนาเพิ่มอีก 1.2 กิกะวัตต์ ซึ่งทำให้บริษัทเริ่มหันไปดูการใช้พลังงานกับธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่การขุดบิตคอยน์ เช่น การรองรับ AI หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอื่น ๆ
Patrick Fleury ซีเอฟโอของ Terawulf เสริมว่า การขุดบิตคอยน์เป็นธุรกิจที่ยากมาก ค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจกินต้นทุนไปครึ่งหนึ่งของรายได้ เช่น หากค่าไฟอยู่ที่ 5 เซ็นต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง การขุดบิตคอยน์ 1 เหรียญอาจต้องใช้ต้นทุนถึง 60,000 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 115,000 ดอลลาร์ เหลือกำไรไม่มากนัก
เขาสรุปว่า การมีกำลังไฟราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือหัวใจของความอยู่รอดในธุรกิจนี้
Liquid Staking บน Bitcoin กำลังมาแรง
ในอดีต บิตคอยน์ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” คือสินทรัพย์ที่ควรถือไว้เฉย ๆ มากกว่าจะนำมาใช้งาน แต่แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนไป ด้วยการมาของ Liquid Staking
Liquid Staking คือการนำเหรียญคริปโตไปช่วยยืนยันความปลอดภัยของเครือข่าย (staking) แล้วได้รับโทเคนอีกตัวกลับมา ซึ่งสามารถใช้ใน DeFi ได้ โดยยังได้ผลตอบแทนจาก staking อยู่
หนึ่งในโปรเจกต์ที่เด่นชัดในสายนี้คือ Lombard Finance ซึ่งออกโทเคนชื่อ LBTC ที่มีมูลค่าผูกกับ BTC แบบ 1:1 เมื่อผู้ใช้ฝาก BTC เข้าไป เหรียญจะถูก stake ผ่านโปรโตคอล Babylon แล้วผู้ใช้จะได้รับ LBTC กลับมา
LBTC สามารถนำไปใช้กับแอป DeFi ต่าง ๆ ได้ เช่น Aave, Morpho, Pendle และ Ether.fi นอกจากนี้ LBTC ยังสามารถย้ายข้ามเครือข่ายได้ เช่น Ethereum, Base และ BNB Chain ช่วยให้ BTC กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทในระบบ DeFi แบบหลายเชน
Optimism จับมือ Flashbots เร่งความเร็วเครือข่าย
Optimism กำลังร่วมมือกับ Flashbots เพื่อปรับปรุงระบบจัดการธุรกรรมภายใน OP Stack ซึ่งเป็นพื้นฐานของเครือข่ายเลเยอร์ 2 ยอดนิยมบน Ethereum เช่น Base, Unichain และ World Chain
ความร่วมมือนี้เน้นที่ระบบ “Sequencing” หรือกระบวนการเบื้องหลังที่จัดลำดับและยืนยันธุรกรรม โดยหวังว่าจะทำให้ธุรกรรมยืนยันได้เร็วขึ้น มีการจัดลำดับที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น และลดปัญหาการถูก front-run (โดนแย่งธุรกรรมก่อน)
ก่อนหน้านี้ ฟีเจอร์ขั้นสูงแบบนี้มีเฉพาะบนเชนใหญ่ ๆ ที่มีทรัพยากรมากเท่านั้น แต่ด้วยการเข้ามาของ Flashbots ตอนนี้ทุกโปรเจกต์ที่สร้างบน OP Stack จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบนเลเยอร์ 2 มีศักยภาพมากขึ้น
Hemi Labs ได้เงินทุนเพิ่ม 15 ล้านดอลลาร์
Hemi Labs ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยให้บิตคอยน์สามารถรองรับสมาร์ตคอนแทรกต์และแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ ได้รับเงินลงทุนจำนวน 15 ล้านดอลลาร์ จากกลุ่มนักลงทุนชั้นนำ เช่น YZi Labs (ชื่อเดิมคือ Binance Labs), Republic Digital และ Crypto.com
เงินทุนนี้จะถูกนำไปใช้พัฒนา Hemi Virtual Machine (hVM) ซึ่งเป็นระบบที่ฝังโหนดบิตคอยน์ไว้ภายใน Ethereum VM ทำให้สามารถเขียนสมาร์ตคอนแทรกต์และทำธุรกรรมบนบิตคอยน์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงรองรับการกู้ยืม ซื้อขาย และทำธุรกรรมต่าง ๆ บนเครือข่าย
Hemi Labs วางแผนจะเปิดโลกใหม่ให้กับ Bitcoin ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้เหมือน Ethereum โดยไม่ต้องละทิ้งหลักการกระจายศูนย์หรือความปลอดภัยของ Bitcoin








