อีเธอเรียม (Ethereum หรือ ETH) กำลังกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการเป็นสินทรัพย์สำรองขององค์กรหรือคลังสมบัติ มากกว่าบิทคอยน์ (Bitcoin หรือ BTC) ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผลตอบแทนจากการ “สเตก” (staking) และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi (Decentralized Finance)
บริษัทที่เก็บสำรอง ETH สามารถรับผลตอบแทนจากการสเตก ETH และเข้าร่วมในกิจกรรมของ DeFi เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุน ETF ของ ETH ที่เปิดในสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทำได้ ณ ตอนนี้ ดังนั้นบริษัทที่ถือ ETH จึงอาจมีโอกาสเติบโตมากกว่าบริษัทที่ถือ BTC
แม้ตอนนี้จะมีเงินไหลเข้ากองทุน ETH เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่จริง ๆ แล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ราคาของ ETH และบริษัทที่ถือครอง ETH ยังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับศักยภาพระยะยาว
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของ ETH น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ การรวมกันของปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินจาก ETF ที่ไหลเข้ามา การซื้อ ETH ของบริษัทคลังสมบัติในระดับพันล้านดอลลาร์ การเติบโตของตลาดเหรียญเสถียร (Stablecoin) และความชัดเจนทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้สร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับ ETH ตั้งแต่เริ่มมีมา
และยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกปลดล็อกเต็มที่ นั่นคือผลตอบแทนจากการสเตกผ่าน ETF ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ลงทุนได้ในไตรมาสที่ 4 ปีนี้
สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ETH อาจเป็นสินทรัพย์สำรองในโลกคริปโตที่แข็งแกร่งกว่า BTC เพราะสามารถให้ผลตอบแทน และนำไปใช้ในระบบ DeFi ได้จริง
ตอนนี้เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว โดยอัตราส่วนระหว่าง ETH ต่อ BTC พุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี ที่ 0.041 ซึ่งแม้แต่นักลงทุนรายใหญ่ของ BTC ที่ถือครองเหรียญมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ยังเริ่มแปลง BTC จำนวนมาก (เช่น 24,000 BTC) ไปเป็น ETH แล้ว
ดูเหมือนว่า วอลล์สตรีทเพิ่งจะเริ่มหันมาให้ความสนใจกับศักยภาพและกรณีใช้งานของ ETH อย่างจริงจัง และเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนแนวคิดว่า ETH คืออนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล
นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจตลาดคริปโต เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นกับ ETH และมันอาจกำหนดทิศทางใหม่ของโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต








