Ethereum กำลังเจอกับปัญหาขาดแคลนอุปทาน หลังมีการนำเหรียญ ETH มากกว่า 833,141 เหรียญไปล็อกไว้ในคิวการ Stake ซึ่งต้องรอถึง 14 วันกว่าจะเริ่มทำงานได้ ขณะที่อีกกว่า 823,789 เหรียญกำลังรอถอนออกจากระบบ
สถานการณ์นี้ทำให้มีเหรียญ ETH ถูกล็อกไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระบบ staking ส่งผลให้อุปทานในตลาดลดลง และสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการ stake ETH ที่สูงมากจนระบบรับไม่ไหว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ตรวจสอบ (validators) มั่นใจในอนาคตของ Ethereum โดยเฉพาะเป้าหมายราคา $4,500
หลังจาก Ethereum เปลี่ยนระบบจาก Proof of Work (PoW) เป็น Proof of Stake (PoS) การ stake ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลต่อตลาดทันที เพราะสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความไม่แน่นอน เช่น การขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ
แต่หลังจากการอัปเกรด Shanghai/Capella ในเดือนเมษายน 2023 จำนวนผู้เข้าร่วม stake ก็พุ่งขึ้น ส่งผลให้ราคา ETH จาก $1,800 ขยับขึ้นเกิน $2,100 ภายในไม่กี่สัปดาห์
ในอดีต เมื่อเกิดปัญหา validator ขาดแคลน ราคาของ ETH มักจะปรับตัวขึ้นแรง และคราวนี้ก็อาจทำให้ราคาทะลุระดับสูงสุดเดิมไปถึง $4,500 หรือมากกว่านั้น
ในระบบ PoS อย่าง Ethereum ผู้ตรวจสอบเครือข่าย (validators) จะใช้การ stake เหรียญ ETH แทนการขุดเหมือนใน Bitcoin เพื่อช่วยยืนยันธุรกรรมและรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย โดยผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องจะได้รับผลตอบแทนเป็น ETH แต่ถ้าทำผิดจะถูกลงโทษโดยการลดจำนวนเหรียญที่ stake ไว้ (slashing)
ข้อมูลจาก Glassnode แสดงว่า ปริมาณ ETH บนกระดานเทรดกำลังลดลงต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงมีการสะสมเหรียญมากขึ้นจากสถาบันขนาดใหญ่ เช่น BlackRock, Fidelity รวมถึงบริษัทด้านการเงินอย่าง Bitmine และ Sharplink Gaming
ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม มีการสะสม ETH ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกลุ่มวาฬที่ถือเหรียญมากกว่า 10,000 ETH ได้ผลักดันให้มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดถึง 2.2 ล้าน ETH หรือราว $10 พันล้าน
นอกจากนี้ การกระจายต้นทุนของ ETH (Cost Basis Distribution) ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างตลาดสปอตและตลาดอนุพันธ์ โดยราคาที่เคลื่อนไหวเร็วในตอนนี้ ส่วนใหญ่มาจากตลาดอนุพันธ์มากกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดสปอต
นักวิเคราะห์จาก Altcoin Vector เชื่อว่า ถ้า ETH ต้องการทะลุด่านจิตวิทยาที่ $5,000 จะต้องได้รับแรงหนุนจากกลุ่มวาฬที่เข้ามาซื้อเพิ่ม รวมถึงแรงกระตุ้นจากตลาดอนุพันธ์
Mike Zaccardi นักวิเคราะห์จาก Fundstrat ระบุว่า ช่วง 10 วันที่ผ่านมา ราคา ETH ยังทรงตัว แต่อาจกำลังสะสมพลังเพื่อพุ่งขึ้น โดยเขาชี้ให้เห็นรูปแบบ Wyckoff accumulation ที่เคยเกิดขึ้นก่อน ETH พุ่งจาก $90 ไปถึง $4,866 หรือกว่า 54 เท่า
เขาเชื่อว่า การสะสมรอบนี้ใหญ่พอที่จะส่งผลให้เกิดการ breakout ขนาดใหญ่ตามมา
Mark Newton หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Fundstrat คาดว่า ราคา ETH อาจแตะ $9,000 ได้ภายในเดือนมกราคม 2026 โดยใช้การคำนวณมูลค่ายุติธรรมจากอัตราส่วน ETH/BTC
Tom Lee ประธาน Bitmine ยังเสริมว่า แนวโน้มของโทเค็นและ AI จะเป็นแรงผลักสำคัญที่จะทำให้ ETH/BTC ทะลุจุดสูงสุดเดิมได้อีกครั้ง
ในการพูดคุยกับ Sam Altman แห่ง OpenAI เกี่ยวกับบทบาทของ AI ที่อาจทำให้ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ลดลง Tom Lee กล่าวว่าความจำเป็นของ “proof of human” หรือหลักฐานยืนยันความเป็นมนุษย์จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง Ethereum สามารถเป็นทางออกได้ เพราะเป็นเครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ที่สามารถสร้างตัวตนเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานได้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Joe Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ที่เชื่อว่า ETH จะมีโอกาสเพิ่มมูลค่า 100 เท่าจากระดับปัจจุบัน และอาจแซง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์มูลค่ารวมสูงสุดได้
ในด้านเทคนิค กราฟ 4 ชั่วโมงของ Ethereum แสดงแนวรับแข็งแกร่งที่โซน $4,195-$4,277 ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ $4,680
ตอนนี้ราคากำลังทดสอบระดับกลางที่ $4,345 โดย RSI อยู่ที่ 41 ซึ่งบ่งบอกถึงแรงซื้อที่ยังอ่อน แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป
ถ้า ETH ยืนเหนือโซนแนวรับนี้ได้ โอกาสฟื้นตัวกลับไปทดสอบ $4,500 และทะลุแนวต้าน $4,680 ก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าราคาร่วงหลุดต่ำกว่า $4,195 อาจเป็นสัญญาณอันตราย และเปิดทางให้ราคาปรับตัวลงลึกกว่าเดิม








