Home การเข้ารหัสลับ ETH พุ่งแรง! นักลงทุนแห่ซื้อผ่านบริษัท DAT

ETH พุ่งแรง! นักลงทุนแห่ซื้อผ่านบริษัท DAT

68
0

สมัครรับจดหมายข่าวที่คนในวงการการเงินต่างแอบอ่านกันอยู่เงียบ ๆ มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน และที่สำคัญ ฟรี 100%

บิทคอยน์เคยเป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ของโลกคริปโต ส่วนอีเธอร์ (Ether) หรือ ETH ก็เปรียบเหมือนผู้ช่วยที่ทำงานหนักแต่ไม่ค่อยได้เครดิตเท่าไหร่ แต่ตอนนี้บทบาทของ ETH กำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก บริษัทที่เน้นเก็บสะสม ETH กำลังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนมากขึ้น และกำลังซื้อ ETH มาเก็บไว้ในคลังอย่างจริงจัง

มาดูกันว่าบริษัทพวกนี้ทำอะไรกันแน่ ทำงานอย่างไร และควรรู้อะไรก่อนจะลงทุน

กฎหมายใหม่ในสหรัฐฯ ทำให้อนาคตของคริปโตดูสดใสมากขึ้น เช่น “Genius Act” ที่เปิดทางให้ Stablecoin ถูกกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่วิ่งอยู่บน Ethereum Blockchain (โดยจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย ETH) และอีกฉบับคือ “Clarity Act” ที่คาดว่าจะผ่านเร็ว ๆ นี้ ช่วยแยกแยะระหว่างสินทรัพย์แบบหลักทรัพย์กับสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้โปรเจกต์คริปโตสามารถพัฒนาได้โดยไม่กลัวติดปัญหาด้านกฎหมาย

ทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อ ETH เพราะ Ethereum เป็นรากฐานของแอปแบบกระจายศูนย์ (DApps) อย่าง NFT และ DeFi (การเงินแบบไร้ตัวกลาง เช่น การกู้-ให้กู้ และเทรดโดยไม่ใช้ธนาคาร)

กระแสนี้ทำให้เงินไหลเข้าซื้อ ETH และกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น และบริษัทบางแห่งก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองเป็น “บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ DAT โดยมี ETH เป็นสินทรัพย์หลัก

DAT คือบริษัทที่ระดมทุนแล้วนำเงินไปซื้อคริปโตอย่างบิทคอยน์และอีเธอร์ ต่างจาก ETF หรือ Trust ตรงที่สามารถออกหุ้นใหม่หรือพันธบัตรเพื่อขยายการถือครองได้ อีกทั้งยังมีรายได้เสริมจากการ Staking, DeFi Yield หรือแม้แต่การขุดคริปโต ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหุ้น (NAV) ทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการถือ ETH ตรง ๆ หรือผ่าน ETF

MicroStrategy (หรือชื่อใหม่ Strategy) กลายเป็น DAT รายใหญ่ที่สุดของโลกโดยเน้นซื้อบิทคอยน์ จนหุ้นพุ่งแรง ตอนนี้บริษัทอื่นอย่าง BitMine และ SharpLink กำลังเดินรอยตามกับ ETH

DAT ใช้กลยุทธ์เพิ่ม NAV ต่อหุ้นแบบพิเศษ เรียกว่า “NAV Premium Amplification” คือถ้าหุ้นของบริษัทมีราคาตลาดสูงกว่า NAV ก็สามารถออกหุ้นเพิ่มในราคานั้น แล้วเอาเงินไปซื้อคริปโตเพิ่ม ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้คริปโตต่อหุ้นมากขึ้น ถ้าราคาเหรียญพุ่ง ก็ยิ่งได้ผลตอบแทนสูง

บาง DAT ยังใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นด้วย เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นบุริมสิทธิที่จ่ายปันผลสูงถึง 10% แบบที่ Strategy ทำอยู่ แม้จะมีความเสี่ยง แต่ถ้าราคาบิทคอยน์หรือ ETH ขึ้นต่อเนื่องก็อาจคุ้มค่า

BitMine เพิ่งออกหุ้นใหม่แล้วรีบใช้เงินไปซื้อ ETH อย่างจริงจัง ตอนนี้ถือครอง ETH กว่า 1.5 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ มีผู้สนับสนุนระดับตำนานอย่าง Tom Lee และ Peter Thiel แถมยังวางแผนจะถือ ETH ให้ได้ 5% ของทั้งหมดในระบบ (ตอนนี้ถือแค่ประมาณ 1.25%)

SharpLink ซึ่งเคยเป็นบริษัทด้านการตลาดกีฬาออนไลน์ ก็หันมาโฟกัส ETH ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และกลายเป็น DAT อันดับสอง ถือ ETH กว่า 740,000 เหรียญ มูลค่าราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ โดยมี Joseph Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum มานั่งเป็นประธานบริษัท

เมื่อสองบริษัทใหญ่เร่งซื้อ ETH อย่างต่อเนื่อง ราคาของ ETH จึงไม่แปลกที่พุ่งแรง แม้จะยังไม่กลับไปแตะจุดสูงสุดปี 2021

ข้อดีของ DAT ที่น่าสนใจคือ:

– ได้ผลตอบแทนจากการ Staking สูงกว่า ETF เพราะไม่จำเป็นต้องเก็บ ETH ไว้สภาพคล่องเหมือน ETF ทำให้สามารถนำทั้งหมดไป Stake ได้ อัตราผลตอบแทนจากการ Stake ประมาณ 4.5% ซึ่งถือว่าสูง

– มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะสูงกว่า NAV อย่าง BitMine ราคาหุ้นเท่ากับ 1.5 เท่าของ NAV (mNAV) ส่วน SharpLink อยู่ที่ 1.2 เท่า ขณะที่ ETF มักจะเทรดใกล้เคียงกับ NAV

– สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ง่าย โดยออกหุ้นใหม่หรือออกหนี้ในช่วงตลาดกระทิง เพิ่มปริมาณคริปโตต่อหุ้น ซึ่ง ETF ทำไม่ได้ จุดนี้ทำให้ DAT มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าการถือเหรียญตรง ๆ

– เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปหรือสถาบันที่ยังไม่สะดวกซื้อคริปโตตรง ๆ เพราะ DAT เป็นหุ้นที่จดทะเบียนและรายงานต่อ SEC ทำให้นักลงทุนรู้สึกปลอดภัยและเข้าถึงง่ายกว่าคริปโตตรง ๆ

แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน:

– ความเสี่ยงจากพรีเมียมหาย ถ้าราคาหุ้นลดลงมาเท่าหรือต่ำกว่า NAV นักลงทุนอาจขาดทุน โดยเฉพาะถ้าบริษัทออกหุ้นใหม่ในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จะกระทบผู้ถือหุ้นเดิม

– ค่าใช้จ่ายแฝงสูงกว่า ETF เพราะคุณจ่ายทางอ้อมผ่านค่าใช้จ่ายของบริษัท การลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น (Dilution) และค่าตอบแทนผู้บริหาร ซึ่งบางครั้งอาจสูงลิ่ว ถ้าบริษัทผลงานดี

ถ้าคุณลงทุนใน ETF หรือ DAT ก็เหมือนกับเดิมพันว่า ETH จะขึ้น แต่ถ้า Ethereum เจอปัญหาทางเทคนิค คู่แข่งใหม่ หรือโดนกำกับเข้ม ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ ETH อาจโดนผลกระทบหมด

ถ้าคุณเป็นสายคริปโตลึกอยู่แล้ว อาจ Stake ด้วยตัวเองได้เลย แต่ถ้าอยากลงทุนแบบง่าย ๆ ไม่ต้องยุ่งกับกระเป๋าดิจิทัลหรือรหัสผ่าน ETF คือทางเลือกสะดวกที่สุด

ส่วนใครที่อยากเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนสูง DAT ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ BitMine กับ SharpLink ที่เป็นผู้นำตลาด BitMine ดูแพงกว่าเล็กน้อย (mNAV 1.5 เท่า) แต่ถ้าเดินเกมถูก อาจให้ผลตอบแทนงาม หรือจะลงทุนทั้งคู่แบ่งความเสี่ยงก็ได้เช่นกัน

ผู้ใช้งาน Finimize Pro ยังสามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของหุ้นพวกนี้ได้ แม้ระบบจะไม่คำนวณ mNAV ให้ แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพรวมของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุน

W88 ร่วมสนุกกับการเดิมพันและเกมคาสิโนที่ดีที่สุด เพลิดเพลินกับกีฬาสด, สล็อต, โป๊กเกอร์ และอื่นๆ สมัครวันนี้เพื่อรับรางวัลสุดพิเศษ พร้อมความบันเทิงที่ไม่หยุดยั้ง!

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here