ในปีที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ ฟุตบอลในบังกลาเทศกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและความหวังให้กับผู้คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมฟุตบอลหญิงของชาติสามารถสร้างประวัติศาสตร์ผ่านการคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน AFC Women’s Asian Cup 2026 เป็นครั้งแรก รวมถึงความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้นของสโมสรฟุตบอลภายในประเทศที่ช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้วงการกีฬา
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สมาคมฟุตบอลบังกลาเทศ (BFF) ได้ฉลองครบรอบ 53 ปีการก่อตั้ง โดยมีทาบิธ อาวัล อดีตนักฟุตบอลและนักการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นประธานในปี 2024 และจะดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 4 ปี ภายใต้การนำของเขา วงการฟุตบอลในประเทศเริ่มมีการลงทุนมากขึ้นในระดับเยาวชน พัฒนาโครงสร้างของสโมสรให้แข็งแกร่งขึ้น และเปิดโอกาสให้กับนักเตะจากชุมชนชาวบังกลาเทศในต่างประเทศ
ช่วงเวลานี้ถือเป็นยุคที่น่าตื่นเต้นของฟุตบอลบังกลาเทศ ตั้งแต่นักเตะเชื้อสายบังกลาเทศจากพรีเมียร์ลีกอย่างฮัมซา เชาดูรี ที่ยิงประตูให้ทีมชาติได้แล้ว ไปจนถึงการผลักดันให้มีเส้นทางสู่ทีมชาติมากขึ้นสำหรับนักเตะจากภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC)
ในการสัมภาษณ์ล่าสุด ทาบิธ อาวัล ได้พูดถึงแนวทางพัฒนาฟุตบอลบังกลาเทศที่ผ่านมา บทเรียนที่ได้รับ และเป้าหมายในอนาคต
เป้าหมายหลักในการพัฒนาฟุตบอลของคุณคืออะไร?
เป้าหมายของเราคือทำให้ฟุตบอลเข้าถึงได้ทุกคน ไม่ใช่จำกัดแค่บางสโมสรหรือกลุ่มผู้เล่น เราเน้นเรื่องวินัย การวิเคราะห์เกมอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำและใช้งานได้จริง เพื่อให้ฟุตบอลเติบโตไปทั่วประเทศ
บังกลาเทศมีพัฒนาการชัดเจนในระดับเยาวชน คุณทำอย่างไร?
เราจัดแบ่งกลุ่มอายุให้ชัดเจน ได้แก่ 8-12 ปี, 12-14 ปี, 14-16 ปี และ 17-19 ปี เพื่อเน้นพัฒนาแต่ละช่วงวัยอย่างเหมาะสม สำหรับทีม U15 และ U17 เราจัดทัวร์นาเมนต์เฉพาะ และให้แต่ละทีมมีโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ
ในระดับรากหญ้า เราเน้นให้นักเตะได้สัมผัสลูกบอลมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์ และเราให้ความสำคัญกับการฝึกโค้ชระดับพื้นฐาน รวมถึงร่วมมือกับสถาบันเอกชนในการส่งเสริมเยาวชนที่มีพรสวรรค์
การพัฒนาฟุตบอลสโมสรมีผลต่อทีมชาติอย่างไร?
การยกระดับสโมสรและลีกในประเทศเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัจจุบันมี 6 สโมสรที่เป็นแหล่งบ่มเพาะนักเตะทีมชาติ ระบบสโมสรที่แข็งแรงช่วยให้นักเตะรักษาสภาพร่างกายและความฟิตตลอดทั้งฤดูกาล และยังช่วยให้นักเตะพร้อมลงเล่นในช่วงโปรแกรมทีมชาติ หากกำหนดการแข่งขันสโมสรให้สอดคล้องกับปฏิทินฟีฟ่า
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเนปาล ผมคิดว่าเขามีข้อดีและวัฒนธรรมของตัวเอง จึงไม่ขอวิจารณ์ระบบของเขาโดยตรง








