ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ Bitcoin Halving ล่าสุด ซึ่งทำให้รางวัลจากการขุดบล็อกลดลงครึ่งหนึ่ง รายได้ของบริษัทเหมืองคริปโตก็ลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มมองหาวิธีใหม่ๆ เพื่อรักษารายได้ให้มั่นคง
แนวทางใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมคือ การปล่อยให้เช่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขุด ให้กับลูกค้าที่ทำธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing หรือ HPC) ซึ่งไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นข้อตกลงที่มีการลงนามในสัญญาระยะยาวแล้ว
ตัวอย่างเช่น บริษัท Cipher Mining ได้เซ็นสัญญากับ Fluidstack ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ด้าน AI โดยใช้พลังงาน 168 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 10 ปี มูลค่าดีลสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ โดย Google เข้ามาสนับสนุนเงินทุน 1.4 พันล้านดอลลาร์ และถือหุ้นใน Cipher อีก 5%
ดีลนี้ช่วยให้ Cipher ยังคงเป็นเจ้าของสถานที่เหมือง แต่สามารถเปลี่ยนพลังงานบางส่วนมาใช้หารายได้จากธุรกิจ AI ที่มีความเสถียรมากขึ้น
TeraWulf อีกหนึ่งบริษัทเหมืองในสหรัฐฯ ก็เดินตามเส้นทางเดียวกัน โดยจัดสรรพลังงานกว่า 200 เมกะวัตต์ที่ไซต์ Lake Mariner ให้กับงานด้าน AI นักวิเคราะห์คาดว่ามูลค่าของดีลนี้อาจเกิน 3.7 พันล้านดอลลาร์
ข้อตกลงระยะยาวแบบนี้ กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเงินของบริษัทเหมืองคริปโต เพราะเดิมทีราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ขึ้นอยู่กับราคาของ Bitcoin อย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเริ่มมีรายได้แบบสัญญาที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์จากลูกค้า AI ก็ช่วยลดความผันผวนจากตลาดคริปโตได้
ตัวอย่างเช่น Iren บริษัทเหมืองจากออสเตรเลีย ที่เพิ่งขยายธุรกิจคลาวด์ AI โดยซื้อ GPU มากกว่า 12,000 ตัว และคาดว่าจะสร้างรายได้จาก AI ถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในต้นปี 2026 นักวิเคราะห์จาก Arete ได้ออกคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ Iren, Riot Platforms และ Cipher Mining เนื่องจากรายได้จาก AI มีความเสถียร
กรณีของ CoreWeave กับ Core Scientific ก็เป็นตัวอย่างสำคัญ CoreWeave เคยเป็นบริษัทขุด Ethereum มาก่อน แต่เปลี่ยนไปเน้นการให้บริการโฮสติ้งด้วย GPU และในปี 2025 ได้เข้าซื้อกิจการ Core Scientific มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นผู้ให้บริการพลังคอมพิวเตอร์แก่บริษัท AI แทนที่จะขุดเหรียญคริปโตแบบเดิม
ทำไมการเปลี่ยนมาเน้น AI ถึงต่างจากธุรกิจขุดทั่วไป? เพราะลูกค้า AI ต้องการมาตรฐานสูง มีข้อตกลงบริการ (SLA) ที่เข้มงวด ต้องมีระบบสำรอง ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ และการดูแลรักษาระยะยาว ทำให้บริษัทต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แทนที่จะซื้อเครื่อง ASIC สำหรับขุดในระยะสั้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานไปกับการขุด Bitcoin หรือปล่อยเช่าให้กับ AI เพราะพลังงานที่ให้กับ AI จะไม่สามารถนำมาขุดเหรียญได้อีก ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเลือกว่าจะเอารายได้ที่แน่นอนในตอนนี้ หรือจะเสี่ยงเพื่อผลกำไรในอนาคตหากราคา Bitcoin พุ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเหมืองวัดมูลค่ากันที่ “Hashprice” คือมูลค่าของกำลังขุดต่อวัน ตอนนี้เริ่มมีแนวคิดใหม่เรียกว่า “Lease Price” หรือราคาค่าเช่าพลังงานที่ให้ลูกค้าภายนอก เช่าใช้ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญไม่แพ้ Hashprice
ถ้าบริษัทเหมืองหันไปเน้น hosting กับลูกค้า AI มากขึ้น อัตราการเติบโตของ Hashrate ในเครือข่าย Bitcoin อาจชะลอลง ส่งผลต่อการแข่งขันและความยากในการขุด แต่ในทางกลับกัน รายได้จาก AI ที่มั่นคงจะช่วยให้บางบริษัทอยู่รอดแม้ในช่วงที่ราคา Bitcoin ต่ำ ไม่ต้องปิดกิจการหรือลดกำลังขุดอย่างรวดเร็ว
วงจรการลงทุนในธุรกิจเหมืองก็กำลังเปลี่ยน จากเดิมที่ลงทุนมากในช่วงตลาดกระทิง ตอนนี้สามารถระดมทุนจากสัญญา AI ระยะยาว แม้ในช่วงตลาดซบเซา เปลี่ยนจังหวะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ไปโดยสิ้นเชิง
สุดท้ายแล้ว การเข้าสู่ธุรกิจ AI ไม่ได้แทนที่การขุดคริปโต แต่เป็นการเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ลงบนโครงสร้างพื้นฐานเดิม สำหรับนักลงทุน หุ้นของบริษัทเหมืองอาจไม่ใช่แค่ตัวแทนของราคา Bitcoin อีกต่อไป แต่กลายเป็นบริษัทไฮบริดที่มีทั้งรายได้ผูกกับราคาสินทรัพย์ และรายได้จากบริการตามสัญญาอย่างมั่นคง








